Paradee's profileWhAt Is YoUr ChOiCe??PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
September 17 เกลียด เกลียดเฮ้ออีกวันแล้ว ที่รู้สึกเกลียดผู้หญิงคนนึงขึ้นมาจับใจ คนคนนี้คือคนที่ทำให้เราร้องให้และเสียความรักอันสวยงามไปนั่นแหละ คนเห็นแก่ตัวคนนึง ไม่รู้ทำไมถึงรู้สึกเกลียดคนคนนึงได้มากมายขนาดนี้
ไอ้หมูของเรามันจารู้ไม๊ว่าเราเกลียดผู้หญิงคนนี้มากมายแค่ไหน ไอ้ตัวเรานี่อยากให้ไอ้หมูมันรับรู้มากๆเลย แต่คงไม่มีทางหรอก ตอนนี้เราอยู่ในสถานะที่ไมมีสิทธิพูด ก็คงพูดอะไรไม่ได้ ความจริงก็พูดอะไรไม่ได้มาตั้งแต่ต้น
เราไม่รู้ว่าเราไปทำอะไรไว้กับผู้หญิงคนนี้นักหนา เค้าถึงต้องมาทำกะเราแบบนี้ เกลียดอ่ะ เกลียด เกลียดมากๆ
เกิดมาไม่เคยเกลียดใคร แต่ทำไมเกลี่ยนคนคนนี้ที่สุดในโลกเลยก็ไม่รู้
August 29 อีกวันที่เซง -*-เฮ้ออีกวันแล้วสินะ ที่ความเซ็งมันมาเยื่ออ่ะ นานมากที่ไม่ได้เข้ามาเขียนอะไรไว้เลย นานมากจิงๆ นี่เป็นอีกวันที่เกิดอยากเขียน อยากพิมพ์ มันเบื่อๆเซ็งๆ มีเพื่อนถามว่าคิดถึงหนุ่มๆๆหล่ะสิ เลยเซงขนาดนี้ ความจิงแล้วมันบอกไม่ถูกเหมือนกันนะว่าคิดถึงใครหรือเปล่า แต่แค่มันเซง เซงกะอาไรหลายๆๆเรื่อง หรือว่าว่างเกินไปไม่รู้ ความจริงก็เพิ่งส่งเล่มทีสิสให้อาจารย์ตรวจเป็นรอบแรก ซึ่งมันก็น่าจะสบายใจไง แต่พอคิดแล้ว เด๋วก็ต้อง แก้ แก้ แก้ แก้ อีก แล้วมันเบื่อ เหนื่อย เฮ้อ เอาเหอะ สู้ๆๆอีกนิดเดียว ใกล้เต็มทีแล้ว เพื่อนๆเอาใชช่วยด้วยนะฮะ January 11 การเดินทางที่สนุกมากๆๆเฮ้อ หลังจากเครียดเรื่องเรียนซะนาน ช่วงคริสมาส ที่ผ่านมา เลยได้มีโอกาสไปเท่วเชียงใหม่เชียงรายกะเค้าบ้าง ไปสิริรวมแล้วก้อ 8 วัน สนุกมากๆๆ ได้ไปกะเพื่อนจอย แล้วก้อยังได้ไปเท่วกับญาติๆ หลานๆอีก แบบว่าสนุกอ่ะ น้องๆๆ ก็น่ารัก ทำเอาแม่เราเกือบได้ลูกชายเพิ่มเลยนั่น 5555 แบบว่า สนุก สนุก อ่ะนะ โชคดีด้วยที่คราวนี้ไปแล้ว อากาศหนาวมาก มีโอกาสได้เห็นแม่คะนิ้งด้วย แต่ปกติเราจะเห็นมันขึ้นตามกอหญ้า.....คราวนี้กลับกัน...เห็นมันขึ้นบนหลังคารถเลยอ่ะ มากกว่าบนกอหญ้าซะอีก ไปคราวนี้เลยได้รู้สึกเลยว่าพูดออกมาเป็นไอแบบหนังเกาหลีมันเป็นยังไง 5555 trip นี้ ได้อะไรเยอะค่ะ ได้พูดสิ่งที่อยากพูดกับคนคนนั้นไปหมดแล้วด้วย ต่อไปนี้ก้อคงไม่มีอะไรติดใจอีก เดินหน้ากับอนาคตต่อไป สู้...สู้ November 25 เพื่อนหายไปไหนหมดเพื่อนๆๆ หาย Head กันไปไหนหมดแว้ววววว คิดถึงทุกคนเน้อ ไม่ได้อัพนานมากๆๆ เพราะเพิ่งจาได้เงยหน้าจากกองหนังสือตอนนี้เลย ยังคงต้องอดทนและต่อสู้กะทีสิสต่อไป ตอนนี้คนคนนั้นก้อห่างหายไป คุยกันบ้างเหมือนกันนะ แต่ไม่ได้เหมือนเดิมเต็มร้อยหรอก ก้อยังดีใจที่เค้าก้อยังคิดถึงเราแหละ เวลาผ่านไปมันทำให้คิดอะไรได้เยอะขึ้น โต ขึ้น อยากทำอะไรด้วยตัวเองเยอะขึ้น ได้เรียนรู้คนอื่นมากขึ้น แต่เค้าจากลับมาหาเราในความคิดทุกทีที่เราเศร้าสุดๆๆ หรือดีใจสุดๆๆอ่ะนะ บางทีคิดถึงก้อได้ยินเสียงโทสับเค้า ก้อดีใจจาเป็นจาตาย บางทีก้อเซงเหมือนกันว่าจาดีใจไปเพื่อไรเนี่ยะ แต่ก้อเอาเหอะ ความสุขของการได้คิด ..... 555 สู้เค้า ทาเคชิ +_+' September 16 ไม่ต้องรู้ว่าเราคบกันแบบไหนดีใจนะที่เค้ายังคงเป็นที่ปรึกษาที่ดีเสมอ ตอนนั้นที่มันเป็นแบบนั้นก้อคงเพราะน้อยใจ คิดดูนะ.... มีคนคนนึงมีโอกาสได้อยู่ใกล้เค้าตลอดเวลา ได้คุยกับเค้า ได้เห็นรอยยิ้มเค้า แอบอิจฉานะที่มีคนได้อยู่ใกล้เค้า แอบอิจฉาที่คนคนนั้นได้หัวเราะกับเค้า แอบอิจฉาคนคนนั้นที่ได้ไปไหนมาไหนกับเค้า แล้วก้ออิจฉาที่คนคนนั้นได้กอดเค้าด้วย เหอออ....ตอนนั้นมันก้อเลยน้อยใจไง แต่ตอนนี้เข้าใจแล้ว เราห่างกันแบบนี้มันก้อดี เพราะเราต่างต้องเจออะไรกันเยอะขึ้น ให้โอกาสได้เรียนรู้สิ่งอื่นๆ เพราะอนาคตมันไม่แน่นอนอ่ะ ตอนนี้เข้าใจอะไรมากขึ้น เห็นเพื่อน เห็นพี่ คนรอบข้างมาเยอะ ก้อเข้าใจว่ามันเป็นธรรมชาติอ่ะ บอกตรงๆๆว่าไม่เคยโกรธเค้า หรือเกลียดเค้าเลย ก้อยังเหมือนเดิมนะ แต่รู้ว่าถ้าตอนนั้เรานยังอยู่มันคงทำให้เค้าลำบากมากกว่า อยากให้เค้ามีความสุขกับสิ่งทีเค้าเลือกทำมากกว่าต้องมาทุกข์ทีหลังอ่ะ ตอนนี้ดีใจมากมายที่เค้ายังคงเป็นที่ปรึกษาที่ดี....ขอบคุณนะ อย่างน้อยก้อทำให้รู้สึกว่านอกจากแม่กับพี่ชายก้อยังมีเค้าที่เข้าใจ เค้าเห็นเรามาเยอะ คิดว่าเค้าคงรู้จักเราดีด้วย ตอนนี้งานเยอะ ค่อนข้างมีเรื่องให้กังวลบ่อยๆด้วย แต่พยายามจะสู้อ่ะ เพระคำของเค้าที่คยบอกว่า "คนเรามีหน้าที่ ก็ต้องทำให้สำเร็จ แม้มันจะเป็นสิ่งที่เราไม่อยากทำ แต่ก็หนีมันไม่ได้" ฉะนั้นก้อต้องทำมันให้เส็ดๆ แหละเพราะว่าจะได้ทำอย่างอื่นบ้าง ชีวิตมีอะไรอีกต้องทำเยอะแยะ ขอบคุณนะ ที่ทำให้คนธรรมดาคนนึงที่หมดแรงที่จะลุกเดินต่อสามารถลุกขึ้นและก้าวเดินต่อไปได้ ขอบคุณมากๆ
ใครอาจจะไม่เข้าใจว่าความสัมพันธ์ของเรานั้นมันเป็นเช่นไร ไม่ต้องรู้ว่าเราคบกันแบบไหน P.S. มันแปลกเหมือนกันนะว่าทำไมเราถึงจำรายละเอียดอะไรอะไรของคนคนนึ่งได้มากมายขนาดนี้ 5555 ทั้งๆๆที่มันก้อผ่านมานาน แล้วมันก้อทำให้ยิ้มได้ทุกครั้งที่นึกถึงด้วยสิ 5555 August 02 วันดีดี ความรู้สึกดีดีอีกครั้งสำหรับบรรยากาศดีดี อีกครั้งสำหรับความรู้สึกดีดี
อีกครั้งกับความสนุกเหมือนวัยเด็ก อีกครั้งกับความบ้าบอ ตลกขบขัน
อักครั้งกับการได้เจอครอบครัวเล็กๆๆของเรา
อีกครั้งกับรอยยิ้ม และความเข้าใจที่ได้จากพี่ๆ เพื่อนๆ และน้องๆ
ไม่รู้จาพูดอาไรมากมาย แต่บอกบอกว่า
ชอบ ชอบ ชอบ
ชอบบรรยากาศที่พี่น้องเตะบอลกัน ชอบบรรยากาศตอนสังสรรค์
ชอบบรรยากาศที่แต่ละคนทำอะไรกันโดยไม่อาย
ชอบบรรยากาศแห่งการทำงาน และช่วยเหลือ
ชอบบรรยากาศแสงเทียนในความมืด
ชอบบรรยากาศความห่วงใยที่พี่ให้น้อง
เท่าที่พูดมาแค่คำว่าชอบมันคงอธิบายความรู้สึกได้ไม่มากพอ
แต่ขอบอกว่ารัก รักที่นี่ รักที่เราเป็นเรา สังคมสงเคราะห์
รักพี่ รักเพื่อน รักน้องๆๆทุกคนมากมาย
ปล. ขอบคุณน้องๆๆที่ช่วยให้งานสำเร็จไปด้วยดี ทุกคนมีความประทับใจร่วมกับ
ขอบคุณพี่ๆ ทุกคนที่ยังไม่ลืมน้องและพร้อมใจมาเจอ รักพี่ๆจริงๆ
ขอบคุณเพื่อนๆ ที่ยังรักกันเหนียวแน่น
ขอบคุณสถานที่และวันเวลาที่ทำให้เราได้มารวมตัวกันอีก
ขอบคุณโชคชะตาที่ทำให้เรามาเจอกันที่นี่
ขอบคุณคณะสังคมสงเคราะห์ ธรรมศาสตร์ ที่ทำให้เรามีประสบการณ์ดีดี
และมีคนดีดีอยู่ข้างๆๆ เสมอ ขอบคุณจริงๆ
ปล. อีกครั้ง สำหรับเพื่อนๆที่ไม่มีโอกาสได้ไป ไม่เป็นไร คุณยังเป็นครอบครัวของเราเสมอ
และยังคงเป็นความทรงจำที่ดีของเราเช่นกัน ไว้จาเอารูปมาให้ดูนะ
คิดถึงทุกๆๆคนกั๊บผม ^^,
July 05 กลับมาแล้วค่ะ...เหอๆๆๆ หลังจากที่หายไปนานไม่ได้แวะมาอัพสเปซเลย
เนื่องจาก การอ่านหนังสืออันแสนทรหด และสภาพจิตใจที่ยำแย่เป็นช่วงๆ
ทำให้เราต้องแสวงหาทางออกด้วยการเล่นกีฬา และออกไปพบปะเพื่อนฝูง
ไม่งั้นคงฟุ้งซ่านแย่เลย ตอนนี้ก็สบายดีนะ
แต่เหนื่อยกะการอ่านหนังสือและทีสิสมากไปหน่อย
ลยไม่ได้มาอัพบล็อกบ่อยๆเหมือนเคย แต่ก็ยังคิดถึงทุกคนเสมอจ้า...
ขอบคุณทุกคนที่เค้ามานะ....ไว้ว่างๆจามาอัพอีกนะ May 11 แปลกไม๊ ??คงไม่แปลก ที่เราจะรักใครสักคนและก็คงไม่แปลก ...ที่เค้าอาจจะไม่ได้รักเรา ถ้าเป็นอย่างนั้น....คุณเคยท้อแท้ และเสียใจบ้างไหม ถ้าเคย... นั่นก็ไม่แปลก ต่อจากนั้น...คุณจะทำอย่างไรต่อไป คุณก็ยังคงรักเค้าต่อไปหรือเปล่า...ถ้าใช่....มันก็ไม่แปลก มันไม่ใช่เรื่องแปลก ที่เราจะรักใครข้างเดียว เพียงแค่เราได้เห็นหน้าเค้า...ก็สุขใจ พอเค้าไม่หันมามอง...เราก็ใจหาย พอเห็นเค้ายิ้ม...เราก็อิ่มใจ พอเห็นเค้าลำบาก...เราก็ร้อนรน แต่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน เค้าก็ยังไม่เคยหันมาสน...แต่เราก็ไม่เคยหยุดรักเค้าสักที นั่นยิ่งไม่แปลกใหญ่ เพราะความรู้สึกที่มีค่า...ความรัก มันคือการให้...และเสียสละ คือความหวังดี...ความห่วงใย แต่ไม่ใช่การครอบครอง
แม้นาทีนี้ เรายังไม่ได้ครองใจเค้า นั่นแปลว่าเรายังรักเค้าอยู่ จงรู้ไว้ว่ามันเป็นความรักอันงดงาม จงรู้ไว้ว่าเค้ายังได้รับความรักจากเราเสมอและจงรู้ไว้ว่ามันไม่แปลก...ที่จะรักใครข้างเดียว
April 13 อีกวันที่มันต้องคิด..ทีสิส ทีสิส ...ตอนนี้อยู่ระหว่างช่วงทำทีสิส เพิ่งรู้ว่าการเริ่มต้นมันยากอย่างนี้นี่เอง และช่วงนี้มันก้อเลยเครียดอ่ะนะ แล้วพอเครียด คนที่คิดถึงขึ้นมาก้อคือ .... เค้าอีกแล้ว ความจริงกมันก้อไม่มีไรมากหรอก
เผอิญต้องไปนอนเฝ้าพี่ชายที่ป่วยอยู่ที่โรงพยาบาลวิภาวดีอ่ะ... แล้วภาพเมื่อก่อนมันเลยย้อนมา วันที่เราป่วย และเค้านอนเฝ้า คอยเป็นห่วง คอยดูและ คอยแย่งอาหารกิน ไรเงี้ยะ มันเลยแอบคิดถึงขึ้นมา แต่ไม่เป็นไรเดี๋ยวก้อคงหายอ่ะแหละ....
วันนี้เพื่อนๆไปเท่ว เล่นน้ำกัน เราเลยอดเลย เพราะต้องเฝ้าพี่ที่โรงพยาบาล ต่อไป เฮ้อ.... อยากเล่นน้ำบ้าง นี่ได้แอบกลับบ้านมาเอาของแป๊บเดียวได้เล่นเน็ตก้อเป็นบุญแล้ว เอาเป็นว่า เพื่อนๆไปเท่วสงกรานต์ที่ไหนเล่าให้ฟังบ้างนะ....
สวัสดีปีใหม่ไทยจ้า ทุกๆคน
^^, March 29 วันนี้ต้องดีกว่าเมื่อวานเฮ้อ... ตอนนี้ดีขึ้นเยอะแล้ว ต้องขอบคุณเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ทุกคนที่เป็นกะลังใจนะจ้ะ ถ้าไม่มีทุกคนเราคงแย่เหมือนกัน ขอบใจมากๆๆที่คอยอยู่ข้างๆๆตลอด ^^, ขอบคุณ ขอบคุณ จุ๊บ จุ๊บ
ช่วงนี้ก้อคงจาดีขึ้นแหละ ตอนนี้ก้อเริ่มชินแล้ว จำที่เพื่อนแหม่มพูดได้ว่า “โสดมันก้อดีเหมือนกัน อยากทำไรก้อทำ” มีบ้างที่ฟุ้งซ่านแต่ก้อยังมีความรู้สึกดีดี ความทรงจำดีดีต่อกัน มันก้อดีที่หยุดกันแค่นี้ สักวันก้อคงเจออาไรที่ดีกว่า...ถูกป่ะ!!! เวลาจาทำให้เราแข็งแรงและโตขึ้น
แม่ก้อบอกว่า “ชีวิตมันไม่ได้มีแค่นี้ มันมีอาไรอีกเยอะที่เราต้องเจอ ต้องเรียนรู้ นี่แหละคือชีวิต” คิดถึงแม่จังเลย...ยังไงเราก้อยังคงเป็นเด็กน้อยของแม่เสมอ คนที่มีพ่อแม่อยู่ใกล้ตัว ก้ออยากให้รู้นะคะ ว่าคนที่รักเราที่สุดนอกเหนือจากที่เรารักตัวเองแล้ว ก็มีพ่อแม่นี่แหละที่ท่านจะรักเรา ไม่ว่าเราจะทำอะไรไม่ดีก้อตาม ท่านจาอยู่ข้างเราเสมอ ฉะนั้นในขณะที่ท่านอยู่จงทำให้ท่านมีความสุข เท่าที่จาทำได้
ช่วงนี้ก้อเลยจากลับมาตั้งใจเรียนอยู่กะกองหนังสืออย่างเดิมและ เพราะมันคงทำให้เราหายเหงาไปได้บ้าง ตอนนี้คิดเรื่อง thesis หัวแทบแตก ไม่รู้จาทำเรื่องไรดี นี่ดิ ปัญหาหล่ะ ???? เอาเป็นว่า.... การเริ่มต้นนี้จายากลำบาก แต่ก้อต้องบอกตัวเองให้อดทน สู้ต่อไป อีกปี กว่าเรียนจบจาได้ทำงานแล้ว อยากทำงานมากๆๆ ฮึบ ต้องสู้จึงจะชนะ ชนะใจตัวเองเป็นดีที่สุด
สำหรับเรื่องหัวใจนั้นก้อคงต้องปล่อยให้มันเป็นไป สักวันคงเจอคนที่เค้าใช่สำหรับเรา และคนที่เค้าคิดว่าเราใช่สำหรับเค้า แล้วหยุดอยู่ที่เราบ้างแหละ จารอวันนั้นและกันนะ อิอิ..... March 11 เปลี่ยนไปทุกอย่าง..จากเมื่อวานและแล้วก้อมีวันนี้จนได้ วันที่ต้องเลิกกัน
ความจริงเราก้อรู้อยู่แล้วแหละว่ามันต้องมีสักวัน เพราะการอยู่ไกลกันมันก้อทำให้เป็นแบบนี้ การกลับไปเหมือนเมื่อก่อนมันเป็นแค่ความหวังลมลมแล้งๆๆ ถึงแม้เค้าจะเคยดีกะเรามากมาย แต่เราไม่ได้อยู่กันด้วยความเข้าใจ มันก้ออยู่ด้วยกันไม่ได้
เสียใจนะ เสียใจมากกับสิ่งที่เค้าทำ เสียใจจนมันไม่มีน้ำตาจะไหลอีก เสียใจกับการกระทำ ที่มันทำลายความรู้สึกลงไปทีละน้อย
เสียดายนะ เสียดายความรู้สึกดีดีที่เรามีให้คนสักคน ความรู้สึกที่ต้องใช้เวลาเก็บสะสม ความไว้ใจ จริงใจ หนักแน่น ความอดทน ทุกอย่าง ที่ทำให้เค้า เสียดายความผูกพัน ซึ่งกว่ามันจะเป็นความรู้สึกดีดีได้มันก้อใช้เวลานานอยู่เหมือนกัน ต้องผ่านอะไร อะไรมากมาย ไม่คิดว่ามันจาไร้ความหมายขนาดนี้
เสียดายสิ่งดีดีที่เคยมีร่วมกัน เสียดายความรู้สึกดีดีที่เคยมีให้กัน แล้วก้อเสียดายความทรงจำดีดี ที่มีให้แก่กัน
เสียดายมากๆๆๆ เหนื่อยเหมือนกันกับการเริ่มต้นใหม่ แต่มันก้อจำเป็นจะต้องมีการเริ่มต้น และจุดสิ้นสุด
วันไหนจาเป็นวันของเราบ้างนะ....
^^ จะมีทางไหนที่ทำให้ฉันค้นพบคนดีของหัวใจ ได้เจอกับใครที่ฉัน....รอ
ขอให้มีสักคนที่เค้ารักเรา และเรารักเค้า และเป็นคนสุดท้ายของเราสักทีเหอะ....สาธุ February 18 เหงาๆๆๆ มาขจัดความเหงากันเหอะการเจอใครสักคนบางครั้งมันก้อทำให้หัวใจเราสดใสขึ้นมาได้ การอยู่คนเดียวมันก้อไม่ได้แย่ไปซะทั้งหมด สำหรับเรานานแล้วที่ไม่มีเรื่องแบบนี้เข้ามาทำให้ชุ่มชื่นหัวใจเลย จากการเรียนอย่างหนักหน่วง ไม่ได้ไปเที่ยวไหน ไม่ได้คุยกะใคร จมอยู่กะกองรายงาน และกองหนังสือ กะงานวิจัยมากมาย เหนื่อยเลยหล่ะ นอนก็น้อย คิดแต่เรื่องรายงาน เหงาก้อเหงา 555 เพื่อนๆคงงงว่ามาบ่นอาไรเนี่ย เป็นหมีกินผึ้งเลย .... พอดีได้ฟังเพลงนี้น่ารักดี เลยคิดว่า การอยู่คนเดียวมันเลยไม่ได้แย่ไปซะทั้งหมด เข้าไปดูบล็อกคนอื่นๆเห็นว่ามีแต่คนกำลังเหงาอ่ะนะเลยอย่างต่างกระแสสักหน่อย ให้เพื่อนๆได้ยิ้มบ้าง
วิธีการขจัดความเหงาสูตรใหม่ที่ข้าพเจ้าคิดค้นขึ้น คือ การอยู่ในโลกแห่งความฝันของคุณด้วยการหาคนคนหนึ่งไว้แอบปลื้มไง... อันดับแรก มองหาคนที่คุณคิดว่าประทับใจที่สุด อาจจเป็นดารา นักร้อง เพื่อน นักดนตรี นักเขียน หรือคนที่คุณรู้จัก และพยายามหาเหตุผลมาสนับสนุนความคิดคุณเองว่าประทับใจเค้าในด้านไหน อันดับที่สอง พยายามทำความรู้จักเค้าด้วยทุกวิถีทางที่คุณมี อาจจาด้วยการหาข่าวสารจากคนใกล้ตัว ข่าวคราว หรือว่าจากไหนก้อได้ ที่ทำให้ได้รู้เกี่ยวกะตัวเค้ามากขึ้น หรือเก็บรูปถ่ายเอาไว้ดูต่างหน้า อันดับที่สาม สร้างโอกาสให้ตัวเองด้วยการพยายามพบเจอเค้าทุกครั้งที่มีโอกาส ไปไหนได้ก้อไป พูดคุยกะเค้าอาจให้ของเค้าหรือทำอะไรก้อได้ให้คุณมีความสุขกะตรงนั้นมากที่สุด แล้วเก็บเป็นความทรงจำดีดีไว้ในใจ อันนี้จะขึ้นอยู่กะความสามารถของบุคคลนะ ว่าจาทำได้มากน้อยแค่ไหน สู้..สู้ ละกัน เท่านี้คุณก้อจาหายเหงาได้แล้ว แต่ถ้าวันไหนที่คุณเหงาให้ระลึกความทรงจำนั้น ความทรงจำที่มีความสุขเหล่านั้นมันจาทำให้คุณยิ้มได้ในวันที่คุณเหงา และคุณจารู้สึกพร้อมที่จะเดินต่อไปในวันหนึ่งๆๆ ด้วยรอยยิ้มและความสดใส เท่านี้การอยู่คนเดียวก้อไม่ได้ทำให้ชีวิตเศร้าหมองตลอดไป จิงป่ะ????
ป.ล. การกระทำนี้อาจทำให้เรารู้สึกเหมือนอยู่ในโลกแห่งความฝันเล็กๆ แต่มันก้อทำให้คุณมีความสุขได้โดยที่คุณไม่จำเป็นต้องมีคนคนนึงคอยเคียงข้างคุณตลอดเวลา แล้วคุณจะรู้ว่าการอยู่คนเดียวมันไม่ได้แย่เสมอไป...
ป.ล. การกระทำนี้ไม่แนะนำให้คุณใสความคาดหวังของคุณลงไป แต่แนะนำให้คุณรู้จักการ “ให้” ความรู้สึกดีดีกับคนที่คุณประทับใจเท่านั้น
“ยิ้มให้กับวันข้างหน้า แล้วเดินต่อไป....สักวันมันก้อจะต้องมีวันของเราบ้างแหละน่า…^^ ….สู้เว่ย” February 06 กอดวันละนิดจิตแจ่มใสพอดีฟังเพลงนี้แล้วชอบอ่ะ ชอบมากๆๆ ลองคิดดูว่าจะมีสักกี่วิธีที่จะสามารถแสดงความรู้สึกให้กับคนที่คุณรักได้ดีเท่ากับการกอด .... ไม่ว่ากับพ่อแม่ พี่ น้อง ปู้ ย่า ตา ยาย ป้า น้า อา แม้แต่เพื่อนหรือคนที่คุณรัก ^^
การกอดถือเป็นการแสดงความรักความอบอุ่นที่ดีอีกอย่างนะ ลองคิดดูว่า เวลาคุณเศร้า ท้อแท้...การกอดจากพ่อแม่เป็นกำลังใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ทุกคนต้องการ เวลาคุณเหงา...การกอดที่ได้จากเพื่อนเป็นสิ่งที่ทุกคนแสวงหา ซึ่งมันจะแสดงถึงความเข้าใจ และห่วงใยที่ทุกคนจะมีให้แก่กันได้ เมื่อคุณค้องการกำลังใจ...การกอดจากคนที่คุณรัก จะเป็นกำลังใจที่ดีที่สุดที่จะทำให้คุณสามารถลุกขึ้นและก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นใจ
ไม่ว่าการกอดจากใครก็ย่อมมีความหมายในตัวของมันเอง.... ซึ่งเป็นการแสดงความรู้สึกที่ไม่สามารถพูดได้ด้วยคำพูด สำหรับเราเองแล้ว เราคิดว่าการได้เป็นคนที่กอดคนอื่นมันเป็นสิ่งที่มีความหมาย และการได้เป็นคนที่ถูกกอดมันทำให้เรารู้สึกว่าความรักมันมีไม่จำกัดเลย เราชอบนะที่เห็นคนแสดงความรักด้วยการกอด.....
ส่วนตัวแล้วตอนนี้เราอยากกอดคนคนนึงมากที่สุดในโลก...แต่คงไม่มีโอกาสได้กอดเค้าคนนั้นอีกแล้ว ...ฉะนั้นจงอย่าอายที่จะกอดคนที่คุณรัก และอย่าอายที่จะเข้าไปในอ้อมกอดของคนที่รักคุณ ...เพราะสักวันคุณอาจไม่มีโอกาสได้กอดเค้า ...ฉะนั้นจงอย่าปล่อยให้โอกาสหลุดลอยไป...รักกัน กอดกันไว้ นะ
ป.ล. อยากกอดเพื่อนๆ น้องๆ และพี่ๆ ทุกคนเลย คิดถึงนะ January 20 ภาพในอดีตมันย้อนมาหน่ะ
เป็นที่รู้ๆกันในบล็อกของเพื่อนๆแล้วว่า วันที่ 13-15 ม.ค.49 ที่ผ่านมาพวกเราได้ไปรับน้องกันที่จังหวัดระยอง ความประทับใจมากมายเกิดขึ้นที่ ระยองอีกแล้ว คร้าบพี่น้อง...อย่างที่เพื่อนทุกคนได้กล่าวแล้ว คราวนี้ ความประทับใจมากมายก้อเกิดขึ้นอีกครั้ง อย่างที่เพื่อนได้เล่ากันหมดแล้วก้อคงไม่ขอเล่าซ้ำแล้วกันนะ
แต่สิ่งที่จะกล่าวก้อคือภาพในวันนี้มันสะท้อนภาพเมื่อก่อนที่เราไปเป็นน้อง
ยามที่เป็นน้อง....เหตุเกิดที่ชะอำ.... คราวนั้นจำได้ว่าออกจากรังสิตตอนค่ำๆ ไปถึงชะอำก้อประมาณตี2 ได้กว่าจาถึง ง่วงก้อง่วง เบียดก้อเบียด ตอนนั้นการไปรับน้องยังไม่เป็นที่ยอมรับเท่าทุกวันนี้ เราจึงมักเรียกการรับน้องว่าเป็นการทอดผ้าป่าสามัคคี 555 ทอดผ้าป่าที่ไม่ได้ทำในวัด และไม่มีพระไง.....^_^ พอไปถึงก็ง่วงแล้ว จากรถที่นั้งกันเหมือนจาสบาย 2 คั้นนั้น อยู่ดีดีพี่ก้อให้พวกเรามารวมกันเป็นรถคันเดียวแทบจานั่งทับหัวกันอยู่แล้ว จากนั้น พี่ๆให้เพื่อนผู้ชายลงมาจากรถ กลิ้งๆๆไปบนพื้นถนน ซิทอัพบ้าง ปั่นจิ้งหรีดบ้าง ผู้หญิงวิ่งลงมาจากรถ จับคู่กัน เดินไปพี่ๆๆก็ถามว่า พี่ชื่ออาไร (ใครจาไปรู้ไม่เคยเจอมาก่อน มืดก้อมืด) ตอบกันไม่ได้เลยโดนสก๊อตจั๊มหมู่ งงไปเลยว่านี่เรามารับน้องหรือมาฝึกค่ายทหารอ่ะ จากนั้นพี่ๆๆก้อให่เราวิ่งไป วิ่งไปไหนไม่รู้มันมืดมากมองไม่เห็นแต่รู้ว่ามีพี่คอยบอกทางตลอดเวลา จากนั้นเจอฐานรู้สึกจาเป็นพี่ปีสูงมั้ง มีกะละมังให้ดำน้ำ น้ำทะเลครับท่านเค็มสุดๆ จากนั้นให้กินกล้วยกะเกลือ มุดทราย ล้วงหยิบของ ล้วงไห อาไรต่อมิอารายมากมายนานอยู่ทีเดียว ตะโกนริมทะเลว่าเราเป็นลูกใคร พ่อชื่ออาราย แม่ชื่ออาราย(ลูกพ่อปรีดี กะแม่โดม) เล่นตะขาบลงไป พาช้างอาบน้ำบ้าง เมื่อการละเล่นทุกอย่างจบลงปลายทางของน้องๆๆสิ้นสุดตรงที่ วงกลมที่พี่ๆๆล้อมอยู่ พร้อมตะโกน “ไม่ต้องรีบน้องพี่ๆรออยู่ เพื่อนก้อรออยู่” พร้อมจำได้ว่าปุ๋มมี่ได้เดินลงในทะเลเพราะสาเหตุอะไรบางอย่างนั้นจำไม่ได้ แต่ทำให้มีเพื่อนๆๆเดินตามไปเรียกมา การบูม 48 รอบเริ่มขึ้น ด้วยความงงว่ามันคืออาราย ทำไมไม่จบสักทีนานมาก พระอาทิตย์เริ่มขึ้น ฟ้าสวยมาก ทำให้เรารู้ว่าการบูมตอบเป็นเสมอนคำขอบคุณที่เราจาให้พี่รับรู้ได้ วันนั้นทำให้พวกเรารู้สึกว่านี่เองเป็นพิธีการ พิธีการที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง สำหรับการก้าวเข้าสู่ครอบครัวแห่งนี้ “สังคมสงเคราะห์”
ห้องแคบๆกับการรอคอยที่จาอาบน้ำ ถึง 7 โมงเช้าหลับไปเลย สำหรับผู้ชายอาบน้ำรวม มันก้อมีอาไรฮาๆๆเกิดขึ้นมากมายนับไม่ถ้วน ตอนเช้ากินข้าว เข้าฐาน ไม่มีอารายทำก้อแจวกันเข้าไป แจวทั้งวันเลย แต่ก้อมันไปอีกแบบ คืนแห่งการแดนซ์สุดมันก้อมาถึงด้วยอภินันทนาการจากพี่เอก สิ่งที่ไม่เคยลืมก้อคือ “อาการชักของไอ้แน็ท ที่มีสุภาพบุรุษอย่างไอ้เดียร์เอามือยัดปากเพื่อไม่ให้เพื่อนกัดลิ้นตัวเอง” “อาการเมาของพี่ตาลที่พูดว่ากูไม่เมาแต่กูควบคุมตัวเองไม่ได้” ..... พร้อมกับรอยอ๊วกของพี่ตาลที่ทำให้เพื่อนเดือดร้อนจริงๆๆ.... 555 มันยังเป็นขี้ปากจนถึงทุกวันนี้.....
วันนี้ได้มาเป็นพี่ เป็นพี่มาหลายปีแล้วแต่เราก็ยังรู้สึกว่าเราก็ยังเป็นน้องของพี่หลายๆคน แป็นเพื่อนของเพื่อนหลายๆๆคน มันคงจาดีถ้าเวลาสามารถย้อนกลับได้ .....คิดถึงเพื่อนหง่ะ
วันนี่มันไม่เหมือนวันนั้นทุกคนล้วนมีทางของตัวเอง มีภาระที่จาต้องรับผิดชอบ สำหรับเรา ความทรงจำดีดีมีอยู่เสมอ จากการรับน้องล่าสุดที่ผ่านมาครั้งนี้มันทำให้เรารู้สึกว่าทุกคนยังเหมือนเดิม การรับน้องมันเหมือนกับการทำให้เราได้ย้อนกลับสู่ความเป็นเด็กอีกครั้ง ถึงแม้ว่าเราจาไปในฐานะพี่ก็เหอะ....ความรู้สึกที่กลับมามันเหมือนมาเติมเต็มความสุขที่หายไปจากการทำงาน การเรียนหนัก ความเครียดต่างๆๆ
สุดท้าย ขอบคุณน้องๆ ทุกคนที่ให้โอกาสพวกพี่ได้เข้าร่วมกับงานนี้ ขอบคุณพี่ฤทธิ์ พี่อาร์ต ที่ยังคงเป็นพี่ที่ดีเสมอมา ขอบคุณน้องติ่ง รหัส 45 ผู้หนึ่งที่ทำให้รู้ว่าคุณมาด้วยใจจริงๆ ขอบคุณเพื่อนๆๆที่ยังคงน่ารักเหมือนเดิมและไม่เคยเปลี่ยนไป ขอบคุณความรู้สึกและเวลาที่ทำให้เราได้ย้อนคืนวันวานของเรากลับมา ขอบคุณ...ขอบคุณจริงๆๆจ้า January 08 อยากให้เพื่อนอยู่กับเราตลอดไปก่อนอื่นต้องขอสวัสดีปีใหม่ทุกๆคน อาจจาช้าไปหน่อยแต่ก้อยังไม่สายไปช่ายป่าว ปีใหม่แล้วก้อขอให้เพื่อนๆพอเจอแต่สิ่งดีดีนะ เรื่องเก่าที่ไม่ดีที่ผ่านมาก้อทิ้งไว้ปีที่แล้ว ตอนนี้เราจามาเริ่มต้นใหม่พร้อมกับสิ่งดีดีที่เข้ามาในชีวิต ขอให้ทุกคนมีความสุข พบเจอความสำเร็จในทุกๆอย่างที่หวังนะจ้ะ ~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~ วันนี้ได้มีโอกาสเข้าไปอ่านบล็อกของเพื่อนแก็บ มีความรู้สึกว่าคิดถึงเพื่อนๆขึ้นมาจับใจ เข้าบล็อกเพื่อนทุกคนทีไรภาพวันเก่าๆๆ มันย้อนมาหาจริงๆ ภาพตั้งแต่วันแรกของเพื่อนเมื่อเข้าปี1 ภาพเมื่อรู้จัก และภาพตอนอยู่หอเอ... เพื่อนหยก...เพื่อนต่างโรงเรียนคนแรกที่เรารู้จัก และรักมันจนถึงทุกวันนี้ เพื่อนเฟิร์น เพื่อนเจ้ เพื่อนแก๊บ เพื่อนกบ เพื่อนปอง เพื่อนแบงค์ ...เพื่อนที่เราเจอกันเป็นกิจวัตร ไม่เคยมีใครขาดไปสักคนเวลากินข้าวและว่างจากการเรียน เพื่อนบอย เพื่อนปูน ...เพื่อนที่ไม่ได้อยู่หอ แต่เปรียบเสมือนหอเป็นบ้านของมัน เพื่อนแนน เพื่อนโอ เพื่อนทับทิม เพื่อนโบ เพื่อนเปิ้ล เพื่อนหญิง.... เพื่อนที่มักมีอาไรแปลกๆๆมาให้เราฮาเสมอ เพื่อนสิด เพื่อนปอนด์ เพื่อนกล้วย เพื่อนเดียร์ เพื่อนมาร์ค และเพื่อนๆอีกหลายๆคนที่ไม่ได้กล่าวถึงในที่นี้ ....เพื่อนที่มักทำให้ความเหงาของเราหายไป ภาพทุกอย่างมันเป็นความทรงจำที่ดีที่สามารถทำให้ความเหงาของหายไปและถูกแทนที่ได้ด้วยรอยยิ้มทุกครั้งเมื่อนึกถึง วันนี้พวกเราอาจไม่ได้เจอกันบ่อยๆ เหมือนตอนเรียนที่มหาลัย แต่สิ่งที่อยู่ในใจเราคือทุกคนเป็นเหมือนเดิม เหมือนเดิมตั้งแต่ตอนแรกที่เรารู้จัก อยากให้เวลาย้อนกลับ แต่มันคงเป็นไปไม่ได้ ตอนนี้เราเชื่อว่าความรู้สึกทุกอย่างระหว่างเพื่อนมันคงเหมือนเดิม ถึงแม้อาจจะมีเรื่องต่างๆเข้ามามากมาย อาจคุยกันน้อยลง แต่เราก็เชื่อว่าเพื่อนก้อยังคงเป็นเพื่อน เป็นเพื่อนที่ไม่เคยสูญหายและยังอยู่ในใจเสมอ วันนี้เลยอยากพูดคำที่ไม่เคยพูดกะพวกแกมาก่อน ไม่เคยพูดต่อหน้า แต่เรารู้สึกเสมอกับคำคำนี้ “รักแกหว่ะ เพื่อน ก้อเพราะเราเคยเป็นเพื่อนกัน และเราเป็นเพื่อนกัน และจะเป็นเพื่อนกันเสมอ” ดีใจที่วันนี้มีพวกแก ก้อคงต้องขอขอบคุณ คณะสังคมสงเคราะห์ ธรรมศาสตร์ ที่ทำให้เรารู้จักกัน ขอบคุณปี 1 ทีทำให้เราได้เริ่มต้น ขอบคุณทุกเสียงโทรศัพท์ที่หอเอที่มันโทรได้แค่ 1 วิที่มาพร้อมคำด่า ขอบคุณทุก miss call ที่ทำให้ไม่ได้หลับได้นอน (สมน้ำหน้าพวกที่ต้องสอบ SO ตอนเช้า) ขอบคุณโต๊ะคณะที่ทำให้เรื่องราวมากมายของพวกเราเกิดขึ้นที่นั้น ขอบคุณตึกบร.และวจ.ที่ทำให้เราได้เรียน เล่น เต้นระบำ ขอบคุณงานเฟรชชี่ที่งานแรกทำให้เรารู้จักช่วยกันมากขึ้น ขอบคุณสาวน้อยตกน้ำที่ทำให้รู้ว่าเพื่อนเรานี่อึดจริงๆ ขอบคุณงานรับน้องที่ทำให้รู้ว่าทุกคนให้ความสำคัญกับงานนี้มากแค่ไหน ขอบคุณการฝึกงานที่ทำให้เรารู้ว่าการมีเพื่อนมันสำคัญแค่ไหนเมื่อเราต้องไปอยู่ในที่ที่ไม่เคยอยู่ ขอบคุณงานรับปริญญาที่ทำให้เรารู้สึกว่าพวกเราสามารถสำเร็จไปพร้อมๆกันได้ ขอบคุณวันนี้ที่ทำให้เรารู้สึกว่าเพื่อนของเรายังอยู่กับเราเสมอ สุดท้าย ขอบคุณเพื่อนๆๆทุกคนที่ทำให้เรารู้ว่า ความสุขมันอยู่ไม่ไกล ขอบคุณมากนะ
ป.ล.เพ้อเจ้อไปนิด แต่มันเป็นความรู้สึกจากใจจริงๆนะ ป.ล. อีกครั้ง คิดถึงพวกมึงหว่ะ .... December 20 ความรู้สึกที่ไม่เคยกล่าวถึง..
เรื่องของคนคนนึง... อาจเป็นเรื่องคนบางคนที่ไม่เคยกล่าวถึงหรือมีรูปเค้าในบล็อกนี้เลย แต่เค้าเป็นคนนึงที่เคยอยู่ข้างเราเมื่อเราเคยเหงา คอยดูแลเราเมื่ออยู่ใกล้ เคยอยู่ข้างเราเมื่อมีคนมาทำให้เราไม่สบายใจ อาไรมากมายเกิดขึ้นระหว่างเรากับเค้า รวมทั้งความรู้สึกดีดี ความรู้สึกที่พร้อมจามีใครสักคนเข้ามาในชีวิต และทำให้ชีวิตมีความหมายมากขึ้น การได้อยู่ด้วยกันกับคนที่เรารักมันมีความสุขมากๆๆ ซึ่งคนอื่นจามองเค้าว่าไงเราไม่รู้ แต่เรารู้สิ่งนึง คือ เค้าเป็นคนดี... แต่วันนี้มันไม่ได้เหมือนวันนั้น การที่ได้อยู่ใกล้กันมันก็เป็นไปไม่ได้ตลอดไป วันนี้เราอยู่ห่างกันแต่เราก็ยัง ยอมรับ และเคารพในความคิดและการกระทำของเค้า เพราะเค้าทำให้เราเชื่อเสมอว่าเค้าจาไม่ไปไหน...
ทำไมเมื่อก่อนไม่เคยเป็น… ก่อนหน้านี้ ชีวิตมันเหมือนมีอาไรให้ทำมากมายเมื่อมีเค้าอยู่ด้วย เวลาเหนื่อย กลับบ้าน ก็จาต้องมานั่งคิดแล้วว่าวันนี้จากินอาไรดี “วันนี้จาไปกินอาไรกันดีค่ะ” คำถามที่เรามักถามเค้าเสมอในตอนเย็นของทุกๆวัน “พรุ่งนี้จากินอารายคีค่ะ” คำถามที่เรามักถามเค้าเสมอเมื่อรู้ว่าพรุ่งนี้ต้องเจอกัน “พรุ่งนี้เช้าไปตลาดกันพี่อยากกินหมูปิ้ง ไปซื้อหมูปิ้ง แล้วไปวิ่งกัน” คำพูดของเค้าที่ได้ยินเสมอ และเป็นคำพูดที่ทำให้รู้ว่าทุกๆๆวันเรามักจามีอาไรให้คิด ให้ทำเสมอ และเราไม่เคยเหงาเลยเมื่อมีเค้าอยู่ข้างๆ
ทำไมความห่างกันต้องมาเป็นอุปสรรค… แต่วันนี้มันไม่เหมือนวันนั้น ความห่างไกลเริ่มเข้ามา ตอนนี้เราได้อยู่กับตัวเองมากขึ้น ได้ทำอาไรอาไรมากขึ้น แต่ทำไมความเหงามันก็ยังเข้ามาหา ตามนิสัยที่เป็นมาตั้งนานแล้ว เค้าเคยบอกว่า “ทำไมเธอถึงไม่ชอบทำอาไรเพื่อตัวเอง ทำไมไม่ทำอาไรเพื่อตัวเองบ้าง” ที่เป็นอย่างเพรามันไม่ใช่นิสัยไง สำหรับเราการทำอาไรให้คนอื่นเป็นสิ่งที่เคยชินและทำมาตั้งแต่เด็ก ฉะนั้นการอยู่คนเดียวและทำอาไรเพื่อตัวเอง มันจึงไม่ใช่สิ่งที่คุ้นเคย วันนี้ไม่ได้มีเค้าอยู่ใกล้ๆ ไม่ได้มีคำพูดหวานๆมาปลอบใจทุกครั้งท้อแท้ ไม่ได้มีมือมาคอยจับเหมือนที่เคย ไม่มีคนที่จะมาคอยถามว่า “กินไรดีวันนี้”ความเหงามันจึงเข้ามา...
ทำไมทำไม... การรักษาใจ และความหนักแน่นมันจึงมีความสำคัญกับการดำรงชีวิตมากเลย ตอนนี้บรรยากาศมันก็ชวนเหงาเสียเหลือเกิน....แต่ก็จะพยายามรักษาสิ่งดีดีเอาไว้ เพื่อคิดถึง วันนี้..เหงา... แต่เชื่อว่า ความห่างที่มีนั้นสักวันมันจาต้องกลายเป็นสิ่งที่มีค่า ที่จาทำให้เราหายเหงาได้ในที่สุด
เราเชื่อว่าเพื่อนทุกคนคนรู้สึกเหงากันบ้างในช่วงนี้...เพราะบรรยากาศ ...ซึ่งเราก็เชื่อว่าความเหงามันจาทำให้เราเป็นคนเข้มแข็งและโตขึ้นได้ วันนี้มันอาจไม่ใช่วันของเรา แต่สักวันมันจาต้องมีวันที่เป็นของเราบ้างแหละน่า..
วันนี้ก็อีกวันที่ต้องนั่งอยู่กับกองหนังสือ นานมากแล้วที่ไม่ได้อัพบล็อกเลย อาจเป็นเพราะชีวิตมันไม่ได้มีอาไรน่าตื่นเต้นก็ได้หล่ะมั้ง ยังไงต้องขอบคุณเพื่อนๆที่เค้ามาเม้นกันให้นะคะ และขอบคุณเพื่อนบางกลุ่มที่ทำให้เราหายเหงาได้ในทุกคืนวันเสาร์ และทำให้เรายิ้มได้ในเช้าวันอาทิตย์
“ขอบคุณที่พวกคุณก็ทำให้เรารู้ว่าเราไม่ได้อยู่คนเดียว”
December 04 เวลาเปลี่ยนแต่ฉันยังเหมือนเดิมเวลาหมุนผ่านไป... แต่มีความจริงข้อหนึ่งยังคงอยู่ November 24 ความทรงจำดีดี..กับเสียงเพลงวันก่อนก้อมัโอกาสได้เจอเค้าอีกแล้ว
หน้าตาอันสดใส รอยยิ้ม และลักยิ้มเล็กๆบนใบหน้า
ฮ่า..ฮ่า ได้มีโอกาสเห็นอีกแล้ว
น่ารักจริงๆ
คนบางคนมีรอยยิ้มที่น่ารักแจ่มใส
แต่ไม่รู้ทำไมไม่ชอบยิ้มเอาซะเลย
คนเราก็แบบนี้แหละนะ
แต่จากวันนี้คงจาเจอเค้าได้น้อยลง
ว้า....รอไปอีก..รอจนกว่าฟ้าจามีเวลานะ
ฮือ..ฮือ
~~~~~~~~~~~~~~~~~~
ความทรงจำบางครั้งมันมากับเสียงเพลงเคยรู้สึกไม๊ว่าบางครั้งที่คุณเหงาเพียงแค่ฟังเพลงบางเพลงก็หายเหงาได้นั่นอาจเป็นเพราะว่าคุณมีความทรงจำดีดีกับเพลงนั้นก็เป็นได้
ซึ่งเพลงแห่งความทรงจำของคุณ อาจเป็นเพลงที่ตรงกับประสบการณ์ชีวิต ความรัก ความรู้สึก
ความประทับใจ คนบางคนที่แว่บเข้ามาในความคิดซึ่งมันเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วนรำลึกความทรงจำเหลานี้ของคุณชึ้นมาโดยความทรงจำเหล่านี้อาจถูกลืมเลือนไปชั่วขณะ
เพลงบางเพลงช่วยให้คิดถึงคนคนหนึ่ง เพลงบางเพลงช่วยให้คิดถึงหมาตัวหนึ่ง เพลงบางเพลงช่วยให้คิดถึงเรื่องๆหนึ่ง เพลงบางเพลงช่วยให้คิดถึงของสิ่งหนึ่งเพลงบางเพลงช่วยให้คิดถึงความรู้สึกหนึ่งของเราที่มีต่อตัวเอง เพลงบางเพลงช่วยให้คิดถึงความรู้สึกหนึ่งของเราที่มีต่อเพื่อน เพลงบางเพลงช่วยให้คิดถึงความรู้สึกหนึ่งของเราที่มีต่อคนที่เรารัก รวมถึงเพลงบางเพลงก็ช่วยเยียวยาให้ความรู้สึกบางอย่างที่สูญหายกลับมาได้ เพลงบางเพลงมีไว้เพื่อที่จะบอกความรู้สึกที่เรามีต่อคนคนหนึ่ง เพลงบางเพลงมีไว้เพื่อส่งความคิดถึงของเราไปให้คนคนนึง
และเพลงบางเพลงก็มีไว้เพื่อบอกคนที่เรารักว่าเรารักเค้ามากแค่ไหน
แล้วคุณหล่ะเพลงอาไรที่คุณคิดว่าสามารถบอกความรู้สึกของคุณต่อคนรอบตัวของคุณได้ดีที่สุด???
~~~~~~~~~~~~~~~~~~
ป.ล. คิดถึงเพื่อนๆหง่ะตอนนี้เรียนหนักงานเยอะมาก
เปงไงกันบ้าง หวังว่าคงสบายดีทุดคนน้า
November 19 อยากให้เพลงนี้กับคนคนนึงวันก่อนได้มีโอกาสเจอเค้าคนนั้นอีกแล้ว อยากเข้าไปคุย ทำความรู้จัก แต่คงไม่กล้าพอที่จะเข้าไป เอาเป็นว่าขออยู่ห่างๆแล้วกัน ส่งใจไปแล้วก็ต้องรอจนกว่าฟ้าจะมีเวลา... ~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~
การที่ได้มีโอกาสพบเค้านี้มันช่างมีความสุขเหลือเกิน ได้เห็นรอยยิ้มของเค้า เสียงหัวเราะ คำพูด และสายตาที่ส่งมาให้ มันก็ทำให้เรารู้สึกมีความสุขมากๆๆ ถึงแม้ว่าโอกาสที่ได้พบเค้านั่นมันมีไม่บ่อย แล้วก็ไม่ได้ไกล้ชิด มันก็สร้างความทรงจำดีๆแก่เราได้ สายตาและรอยยิ่มที่ส่งมามันทำให้อบอุ่นเหลือเกิน ไม่รู้ว่าความรู้สึกแบบนี้เค้าเรียกว่ารักหรือเปล่านะ ใครรู้ช่วยบอกหน่อย.... มันอาจจะเพ้อเจ้อเกินไปแต่มันก็เป็นความสุขเล็กๆ ที่หาได้ไม่อยาก ถ้ามีโอกาสได้คุยก้อคงจาดีแต่มันคงยากเกินไปที่จะคิด
มีเพื่อนคนนึงเคยบอกว่า คนเราเกิดมาเพื่อตามหากันจนเจอ แต่ถ้าเจอแล้วรักกันไม่ได้มันจะมีประโยชน์อาไรในการตามหา เพราะคนที่เราหาอาจเป็นคนที่ไม่ใช่ก็ได้ แต่คนที่ใช่ก็คือคนที่ใช่ สำหรับเราแล้วคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตมันก็มีไม่กี่คนที่เป็นคนที่ใช่ แต่เราก็มีความสุขที่มีเค้าเป็นคนที่ใช่สำหรับเรา ถึงแม้เราจาไม่ใช่คนที่ใช่สำหรับเค้า และก็ไม่รู้ว่าจาเป็นคนที่ใช่สำหรับเค้าได้หรือเปล่า แต่เราก็ยังมีความสุขที่เรายังได้มีความรู้สึกแบบนี้อย้างน้อยก็อยากให้เค้าได้รับรู้สึกนิดว่าเค้าก็เป็นคนที่ใช่สำหรับเราจริงไม๊
ป.ล. มีการวิจัยทางจิตวิทยาบอกว่าการแอบรักใครสักคนทำให้คนเรามีสุขภาพจิตและสุขภาพกายดีขึ้น ใครก้ออยากที่มีสุขภาพจิตและสุขภาพกายดีก็ลองแอบรักใครสักคนดูดิ มันป็นความสุขจริงๆนะจาบอกให้ November 08 อะไรเอ่ย....เพื่อนสนิทคำถามมีอยู่ว่าคุณเคยแอบรักเพื่อนสนิทบ้างไหม? ^^
คนบางคนอาจจะรับรู้ถึงความรู้สึกนี้ ซึ่งเราก็คิดว่าใครที่เคยเผชิญกับสถานการณ์นี้คงรู้ซึ้งดีว่าความรู้สึกที่เกิดขึ้นมันเป็นยังไง ที่เอามาโพสนี่ไม่ใชเพราะว่าเพิ่งมาอินกะหนังหรอกนะ (ความจริงอินมาตั้งนานแล้ว) อืมมมม...แต่ช่วงนี้มีอะไรมากระตุ้นบ่อยเหลือเกินก้อเลยทำให้คิดเรื่องนี้เข้ามา
การที่คนเราแอบรักเพื่อนสนิทนี่มันเกิดขึ้นได้เสมอ แต่ถ้าเลือกได้ก็คงไม่อยากให้มันเกิดขึ้น เราเองก็เป็นคนนึงที่เคยถูกเพื่อนสนิทแอบรัก(มารู้ทีหลังอ่ะ) และก็เคยเป็นคนที่แอบรักเพื่อนสนิทด้วย ซึ่งก็พอเข้าใจความรู้สึกอยู่บ้าง
ซึ่งความรู้สึกมันก็คงย่อมแตกต่างกันระหว่างได้เป็นคนที่ถูกเพื่อนรักกับได้เป็นคนที่รักเพื่อน...งงไม๊ ซึ่งก็แน่นอนที่ความรู้สึกมันย่อมแตกต่างกัน การที่ที่มีคนรักมันย่อมดีกว่าไม่มีใครรัก และการที่ได้รักใครสักคนมันก็คงจะดีกว่าไม่เคยรักใครเลยสักคน และความรักส่วนใหญ่มันก็ย่อมพัฒนาจากความเป็นเพื่อนแต่ใครจะรู้ไม๊ว่ามันมีความแตกต่างกัยแฝงอยู่ระหว่างคำว่ารักที่คนมีต่อคนรักกับคำว่ารักที่เกิดระหว่างเพื่อน
เพื่อนคือคนที่มาอยู่ข้างเราเสมอเมื่อเราทุกข์และเมื่อเราทะเลาะกับแฟน หรือมีปัญหาชีวิต เพื่อนเป็นคนที่สามารถรับความน่าเกลียดและอุบาทว์ทุกอย่างของเราได้ ไม่ว่าจะทำตัวแย่ขนาดไหน เพื่อนไม่เคยโกรธและคิดที่จะเลิก...คบกัน เพื่อนคือคนที่เราอยู่ด้วยแล้วสนุกที่สุด สามารถหัวเราะได้เมื่อเราทุกข์ และคือคนที่เราสามารถพึ่งพาได้เมื่อยามไม่มีใคร สามารถพูดคุยกันแม้เรื่องราวจะเลวร้ายแค่ไหนก็สามารถที่จะพูดคุยได้ แต่เพื่อนก็คือเพื่อน...
คนรักคือคนที่เราผูกพัน เป็นความผูกพันทางใจที่ใครจะรู้ว่ามันมีความแตกต่างจากความเป็นเพื่อนอยู่มากทีเดียวซึ่งความแตกต่างนี้มันแยกกันได้ยาก...สำหรับการที่คนเราจะคิดรักใครสักคนก็แน่นอนที่มันจะเริ่มจากความเป็นเพื่อน การได้เรียนรู้นิสัย เรียนรู้เขา รู้เรา การรู้จักซึ่งกันและกัน การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เกิดเป็นความผูกพันซึ่งก็คือความผูกพันทางใจอีกนั่นแหละ
การแอบรักเพื่อนสนิทมันไม่ใช่เรื่องผิดอะไรที่มันสามารถเกิดได้ใช่ไม๊...สำหรับเราแล้วแน่นอน มันเป็นเรื่องดีทีเดียวที่เราได้รักใครสักคนที่สามารถอยู่ใกล้ๆ และสามารถทำอะไรให้เขามากมาย โดยไม่หวังว่าเราจะได้รับอะไรตอบแทน ไม่หวังแม้กระทั้งจะให้เค้ามารับรู้ความรู้สึกของเรา แค่เพียงคำพูดและการกระทำบางอย่างที่มันเกิดมันก็ทำให้เรามีความสุขได้ แค่เพียงการได้รับรู้ว่าเค้ามีความสุขก็เพียงพอแล้ว ส่วนตัวแล้วยอมรับเลยว่าความรู้สึกแบบนี้เมื่อมันเกิดขึ้นมันทำให้เรามีความสุขจริงๆ
วันนี้ไม่มีอะไรมาก เพียงแต่คิดถึงเค้าคนนั้นขึ้นมา คิดถึงวันเวลาที่เราได้สนุกด้วยกัน คิดถึงวันเวลาที่เราได้อยู่ด้วยกัน คิดถึงวันเวลาที่เราทะเลาะกัน คิดถึงวันเวลาที่เราช่วยเหลือกัน คิดถึงวันเวลาที่เราได้ไปไหนมาไหนด้วยกัน เพียงแต่ได้รู้ว่าตอนนี้เค้าสบายดีและมีความสุขกับชีวิต เท่านี้มันก็มึความสุขแล้ว ถึงแม้จะเป็นได้แค่เพียง... เพื่อนสนิท...เท่านั้นเอง
ฉะนั้นการได้เป็นเพื่อนสนิทมันอาจดีกว่าได้เป็นคนรัก เพราะความรักที่เรามีให้เค้ามันอาจยังเป็นเหมือนเดิม ไม่มีคำว่าเลิกสำหรับคำว่าเพื่อน และมันจะยังคงไม่สูญหาย ซึ่งถ้ามันดีกว่าการจะบอกให้รู้ก็จะขอเลือกให้มันเป็นแบบนี้ดีกว่า เพราะอะไรหลายๆๆอย่างมันก็ทำให้เรายังบอกเค้าไม่ได้ ถ้าบอกไปมันก้ออาจไม่เหมือนเดิมก้อได้จริงไม๊
ป.ล.ที่เอามาเขียนนี่จริงๆแล้วอยากบอกแต่ไม่กล้า...เพราะยอมรับเลยว่ากลัวมันไม่เหมือนเดิม ใครจะว่าเราป๊อดก้อได้นะ
November 01 บันทึกบทสุดท้าย การลาจากกับความผูกพันที่เป็นเพียงความทรงจำและแล้วก็มาถึงบันทึกบทสุดท้ายจนได้
และก้อแน่นอนไม่มีงานเลี้ยงใดไม่เลิกรา
บางคนอ่านแล้วคงไม่เชื่อว่าตลอด 2 เดือน
ทำไมถึงมีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้ให้เขียนได้เยอะแยะขนาดนี้
ความจริงแล้วมันเป็นเพียงความทรงจำที่ดี
ที่อยากถ้ายทอดเท่านั้นแหละ
~~~~~~~~~~~~~
การสิ้นสุดของการฝึกงานจบลงหลังจากที่เราได้เที่ยวงานสงกรานต์ที่เชียงใหม่ ไปไหว้ผู้ใหญ่ และทำโปรเจคเสร็จสิ้น หลังจากอุบัติเหตุคร้งนั้นผ่านไปพวกเราก็อาศัยบ้านโดโด้ในการกินอยู่เกือบทุกวัน เพราะพ่อกะแม่เป็นห่วงเรามาก และพวกเพื่อนๆๆก็ตื่นสายกันก้อเลยได้บ้านแม่กะพ่อนี่และที่คอยดูแลตลอด จากการเสนองานครั้งสุกท้ายก็ใกล้ถึงกำหนดกลับซึ่งตรงกับช่วงที่ลิ้นจี่ดกพอดี อะโวคาโด้ก็ออกด้วย
ก่อนวันกลับบ้าน 1 วัน เราได้ไปลาทุกๆคนเด็กๆๆก็ยังคงมาบ้านแตบ้านในวันนี้ไม่คึกครื้นเหมือนวันก่อน น้องๆๆวัยรุ่นที่มาหาเราทุกวันก็ยังคงมาเช่นเดิม กู่แซะ หรือ การเล่นไพ่สล่ฟเป็นกีฬาสุดโปรดของพวกเรา ถือเป็นกิจกรรมการเสริมสร้างคณิตศาสตร์ตัวหนึ่งที่เราเอาเข้าไปเผยแพร่ และได้รับความนิยมในหมู่วันรุ่นดีจริงๆๆ
ช่วงหลังเด็กวันรุ่นเริ่มมานอนกับพวกเราที่บ้าน อยู่กันเหมือนครอบครัวใหญ่ เพราะเค้าเห็นเราเจ็บขนาด เลยมากันใหญ่เลย พอเช้าก็กลับกันไปทำงานตกดึกก็กลับมาใหม่ วันนี้ก็เหมือนเช่นทุกวันแต่บรรยากาศมันแตกต่างกัน พวกเราก็เริ่มเก็บของลงกล่องเพราะเราต้องไปนอนที่นิคม 2 คืน ตอนเช้าก่อนขึ้นไปที่นิคมน้องๆๆทุกคนจึงมาที่บ้าน แล้วก็เก็บลิ้นจี่มาให้ แข่งกันใหญ่เลยว่าลิ้นจี่จากสวนใครจะหวานกว่ากัน ซึ้งมากๆๆ เพราะทุกคนเก็บมาไม่ใช้น้อยๆ ไหนยังจามีขนม กล้วยไม้ อาไรต่ออาไรเยอะแยะมากมาย แล้วนั่งรอด้วยนานมากๆๆ เพราะเครื่องบินของอาจานดีเลย์ เราก็ต้องรอ ของบางอย่างก้อให้น้องๆๆ สายยางจากบริษัทของเสี่ยที่ฝากมากะคนที่มาเยี่ยมก้อให้พ่อกะแม่เอาไว้รกน้ำสวนกาแฟ ของหลายอย่างเราก็ให้น้องๆๆ เด็กๆๆ รวมทั้งเสื้อบางตัวด้วย ก่อนขึ้นไปที่นิคมพ่อกะแมก็มานั่งรอ น้องอ้อน แอนนา น้องนิด ปูเป้ และทหารเสื้อ พอรถพี่ประสิทธ์มาถึง น้องๆๆช่วยกันขนของ พ่อกะแม่ยืนน้ำตาซึมเลย
พอไปที่นิคมตอนเย็นๆๆนั้นเพื่อนๆๆผู้หญิงจากผาปู่จอมก็ยังมาไม่ถึง นิคมเป็นที่ที่สวยและเป็นที่ที่พวกเราแอบมานอนเป็นประจำเมื่อไม่มีอาไรทำ มีครั้งนึง หละบกันสนิทแลย อยู่จนเย็นจึงกลับ การพรีเซ้นงานคืนแรกผ่านไป ซึ่งการนอนที่นิคมคืนแรกเราจึงสนุกสนานกันตามระเบียบ เพราะเรานอนกันเยอะ มีพวกที่ผาปู่จอมมานอนด้วย อีก 4คน พวกนี้เคยมาแล้ว 1 รอบกินหมูกระทะหนุกหนาน คิดดูแต่ละคนน้ำหนักไม่ใช่น้อยๆเลย ทำเอาบ้านแคบไปเลย จากนั้นเมื่อขึ้นไปที่นิคมพี่ๆที่ศูนย์ก็เลี้ยงข้าวชุดใหญ่ พาครอบครัวมา ทำกับข้าวกันสนุกสนานพอเช้าวันรุ่งขึ้นการกลับก็มาถึง ก่อนกลับเราขอพสอาจานและเพื่อนๆมาเที่ยวที่หมู้บ้าน อย่างน้อยก็ซี้อของชาวบ้านติดไม้ติดมือเป็นของฝาก
แล้วเราก็ได้มาหาพ่อกะแม่ด้วยแม่ร้องไห้ใหญ่เลย เราก็ร้องด้วย พ่อก็ร้อง น้องๆๆเค้าไม่ค่อยซึงเพราะตั้งใจกันว่าจาลงไปที่ตัวเมืองเชียงใหม่กัน ไม่น่าเชื่อว่าเวลาเพียว 2 เดือนจาสามารถสร้างมิตรภาพได้อย่างเหนียวแน่นเช่นนี้ แม่บอกเราว่า เป็นลูกพ่อกะแม่แล้ว เวลาแต่งงานมีครอบครัวต้องบอกเค้าด้วยนะ เราเลยกราบลงที่ตัก ขอบคุณค่ะสำหรับทุกสิ้งทุกอย่างที่พ่อกับแม่ให้ ทั้งความรู้ ความช่วยเหลือต่างๆๆ ไม่มีพ่อกะแม่ ก็ไม่รู้พวกหนูจาเป็นยังไง จากินอะไร คงแย่แน่ๆ
ปู้กะยายก็มากอดพวกเราด้วย ของคุณจริงๆๆนะคะที่คอยดูแลพวกเรามาตลอด
กลุ่มของเราตกลงกันว่าจาอยู่เที่ยวเชียงใหม่แป๊บนึงได้บ้านพี่โจ้คอยพักพิงสัก 2-3 วันก็กลับกทม พี่ประสิทธ์พาพวกเราไปเที่ยวบ้านที่สวยงาม สวยมาก เงียบสงบ ทำเป็นสวย เป็นบ้านพี่เค้าเอง อยู่กัน 3 คนพ่อแม่ลูก ช่วงที่เราบาดเจ็บเคยมาบ้านที่ประสิทธ์บ้างแล้ว มาทำน้ำพริกกินกัน พริกไม่พอ ไปเก็บ มะนาวไม่พอ ก้อไปเก็บ จาทำต้มยำ เดินไปหลังบ้านแป็บเดียวมีเครื่องต้มยำครบ ดีจริงๆๆ แล้วเราเคยไปบ้านที่เค้าที่เป็นที่พักข้าราชการที่สนาม 700 ปี ไปนอนอยู่ 1 คืน ตอนที่หัวแตกเพราะต้องไปหาหมอ สบายดีเหมือนกัน เป็นแฟลตแล้วก็มีบ้านเดี่ยวด้วย แล้วพี่ประสิทธฺก็มาส่งเราที่บ้านพี่โจ้
ก่อนวันที่จากลับเราอยู่เที่ยวต่อ ก้อจทไปส่งเพื่อนๆที่สถานนีรถไฟ น้องๆๆก็มาส่งยืนกันเต็มเลยบุญชู โอ๋ นพ โด้ สิงห์ทอง ร้องให้กันใหญ่ ถึงเราจะจากกันความรู้สึกดีดียังคงอยู่เสมอ
หลังจากที่เรากลับมากทม. เปิดเทอม โอกาสจะไปเยี่ยมพวกเค้าน้อยลง ครั้งหนึ่งที่ได้ไป เป็นช่วงที่อะโวคาโด้ออกผล เราก็ได้มีโอกาสขึ้นไปเยี่ยม ซื้อของไปฝาก พ่อกะแม่ อุ้ย ก็ดีใจ เราก็ดีใจ และที่เราดีใจที่สุกคือ โครงการของเราเค้ายังคงใช้อยู่ แสงสว่างที่เรานำไปให้เค้า เค้าก็ยังคงใช้อยู่จนปัจจุบัน หลังจากนั้นเพื่อนๆๆก็ทยอยกันไปบ้าง แต่ช่วงหลังนี้ พวกเราเรียนจบ ต่างคนต้างมีหน้าที่ของตัวเอง เวลาที่จะไปเยี่ยมเค้าก็น้อยลง แต่น้องๆๆก็ยังคงโทรมาหาเราเสมอ บางครั้งที่เค้าลงมา พวกเราก้อได้มีโอกาสพาเค้าไปเที่ยว ไปนอนที่บ้าน ไปกินข้าว และเพื่อนก็พาเค้าไปทะเลด้วย น้องๆๆดีใจใหญ่
คิดถึงเค้า....คิดถึงสิ่งดีดีที่เกิดที่นู่น....คิดถึงมิตรภาพ.... ความช่วยเหลือ....รอยยิ้ม...และขอขอบคุณทุกสิ่งที่ทำให้เราได้มีประสบการณ์ที่ดีในชัวิตเรามากขึ้น....ขอบคุณทุกมิตรภาพ....ที่ทำให้เราได้เรียนรู้.......และได้เห็นความแตกต่างของชีวิตที่เกิดในโลก.....และเตือนเราเสมอว่าชีวิตมันมีอีกมากมายที่ทำให้เราต้องเรียนรู้และแสวงหา....แตขณะที่เราเดินทางอสวงหานั้น..........สิ่งที่อยู่กับเราเสมอก็คือ....มิตรภาพ
October 14 บันทึกบทที่5 การมาถึงของอาจารย์ผู้เป็นที่รักกลับมาอีกครั้งนะคะ
กับบันทึกเรื่องต่อไป
หวังว่าเพื่อนๆพี่ๆน้องๆคงยังไม่เบื่อที่จะติดตามนะคะ
เป็นที่รู้ดีกันอยู่ว่าช่วงนี้เป็นช่วงปิดเทอม
ส่วนตัวเราเองตอนนี้ก็งอัพบล็อกอยู่ที่ต่างจังหวัด
ที่ซึ่งเป็นถิ่นที่อยู่ภูมิลำเนาของครอบครัว
เอาไว้แล้วจาเล่าให้ฟังนะ
เพื่อนๆที่ทำงานก็ไม่ต้องอิจฉานะเพราะคนที่มีงาน
ก็ต้องทำงานไปตามระเบียบ แต่เราเที่ยวสนุกเลยหล่ะ 555
~~~~~~~~~~~~~~~~
จากบันทึกเรื่องที่ผ่านๆมาได้พูดไปเสียเยอะเกี่ยวกับเพื่อนๆๆทั้งเพื่อนที่ได้ฝึกงานด้วยกันและเพื่อนๆที่ไปฝึกงานกันคนละจังหวัด ซึ่งเมื่อคิดถึงก็อดไม่ได้ที่จะกล่าวถึงอาจารย์ผู้ซึ่งดูแลพวกเราทุกคน แม้ว่าจะไม่ได้ดูแลตลอดเวลาก็ตาม แต่การมาเยือนของอาจารย์ทุกครั้งก็มักสร้างความประทับใจให้พวกเราเสมอ
จากวันแรกที่พวกเราได้ออกเดินทางออกจากกทม. เมื่อไปถึงยังศูนย์พัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขาจังหวัดเชียงใหม่เราได้พบหน้าอาจารย์จากคณะ ผู้ซึ่งมีความสำคัญอย่างมากในการส่งมอบนักศึกษาในการฝึกภาคครั้งนี้ ดังที่ได้พูดไว้ในบันทึกบทแรกๆๆเกี่ยวกับการรวมตัวกันก็จะมีอาจารย์นี่แหละที่คอยไปส่งพวกเราทุกคน ไม่ว่าหมู่บ้านจะไกล และการเดินทางลำบากแค่ไหน
ก่อนหน้าที่ไปลงฝึกคำกล่าวขานของรุ่นพี่ปีก่อนๆสร้างความกังวลใจให้พวกเราไม่น้อยเลย เมื่อได้ยินว่าอาจานจะไปส่งพวกเราและทิ้งพวกเราไว้ที่นั่น ที่ที่พวกเราเลือกฝึก และที่ที่พวกเราไม่คุ้นเคย ซึ่งมันก็เป็นความจริงไม่ผิดเพี้ยน
ในวันแรกของพวกเราสายอำเภอแม่แตงนั้นจะมี อ.ตั๊ก ที่คอยไปส่งพวกเราโดยไปส่งกลุ่มของเราที่หมู้บ้านก่อน แล้วจึงไปส่งเพื่อนๆที่หมู่บ้านม้งอีกแห่งในอำเภอแม่แตง และอาจารย์อีกท่านผู้มักมาเยี่ยมเราพร้อมอาหารที่ติดไม้ติดมือเสมอก็คืออ.ตุ้ม ผู้ซึ่งคิดว่าทุกท่านคงรู้จักกันดี วันแรกที่ไปก็ได้อาจานนี่แหละที่คอยแนะนำทั้งเรื่องการทำงานและเรื่องอาหาร
หลังจากวันแรกที่อาจานได้ไปส่ง พวกเราแต่ละกลุ่มก็จำต้องต่างใช้ชีวิตที่มีไปกับการทำโครงการ การเยี่ยมบ้านชาวบ้าน การศึกษาภูมิประเทศ สภาพอาชีพ รวมถึงสภาพครอบครัว ซึ่งมันเป็นสิ่งที่เราจำต้องเรียนรู้เพื่อการเขียนรายงาน และการเสนอความคืบหน้าให้แก่อาจานผู้มาเยือนได้รับทราบ
1เดือนผ่านไป เราอยู่กับชาวบ้านอย่างรอคอยการมาถึงของอาจารย์ ในครั้งแรกที่อาจารย์มาเยี่ยมนั้นจำได้ว่าไม่มีการนัดล่วงหน้า แต่จะมีการโทรมาบอกเมื่ออาจานจะมาถึง ซึ่งในครั้งแรกอาจานนัดเราขึ้นไปเพื่อเสนองานที่นิคมเชียงดาว ซึ่งอยู่ห่างจากหมูบ่านไปประมาณ 4-5 กิโลเห็นจะได้ ซึ่งการเดินทางขึ้นไปนั้นสามารถทำได้โดยการนั่งแมงกาไซ หรือขอตืดรถขึ้นไป แต่ด้วยความโง่เขลาเบาปัญญาหรืออย่างไรมิทราบ พวกเราเลือกที่จะเดินขึ้นไป เพราะว่าอยากได้ข้อมูลเพื่อการทำmapping อีกประกอบกับเป็นวันทำงานของชาวบ้านจึงไม่ค่อยมีใครที่จะพอมีรถว่างขึ้นไปส่ง ฉะนั้น เดินอย่างเดียวที่จะเป็นทางออกที่ดีที่สุด
ก่อนออกจากบ้านพวกเราปิดประตูบ้านเรียบร้อย และอุปกรณ์การนำเสนอก็จะถูกถือไปด้วย เนื่องจากเป็นช่วงปิดเทอมของเด็กจึงมีเด็กๆมาบ้านเช่นทุกวัน วันนี้ก็เช่นกัน จะมีเด็กกลุ่มหนึ่งที่เค้าจะอาสาเดินขึ้นดอยไปพร้อมกับพวกเรา และอีกกลุ่มที่บอกว่าไม่ไป การออกเดินทางเริ่มขึ้น พวกเราเดินไปตามถนนราดยางที่รถสามารถวิ่งไปได้ เนผ่านหน้าหมู่บ้าน ไร่ชา พร้อมกับกล่าว "อาโบอือจา" ไปตลอดทางเมื่อเจอชาวเขา (อันนี้เป็นการสร้างสัมพันธภาพอย่างหนึ่ง "อาโบอือจา แปลว่า สวัสดี หรือขอบคุณ ตามภาษามูเซอ") ไร่ชาที่นี่สวยมาก ซึ่งเป็นที่รู้จักตามท้องตลากว่าชาสยาม หรือชาระมิงค์
พวกเราเดินผ่านๆไป เดินไปเรื่อยๆเด็กๆแนะนำให้เราปีนเนินไปเพื่อเป็นทางลัดไม่ต้องเดินอ้อม เป็นทางไปโรงเรียนของพวกเขา เป็นดินแดง ชั้นๆๆ มีหลุมให้เหยียบเหมือนขั้นบันไดเป็นขั้นๆๆ ตรงนี้ก็มิวายที่จะลื่นหกล้มก้นไถลไปตามระเบียบ
แล้วการเดินบนถนนราดยางก็เริ่มขึ้นด้วยความคิดที่ว่า "แกว่าไม๊ว่าเดินถนนราดยางมันต้องเหนื่อยน้อยกว่าเดินขึ้นบนหินแน่ๆ" ซึ่งความจริงก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย เหนื่อยกว่าหลายเท่า พวกเราใช้เวลาเดินกันเกือบชั่วโมงรู้สึกว่ายังไม่ได้ครึ่งทางเลย ด้วยความที่อากาศร้อน เหนื่อย ก็นั่งพัก แต่ละคนมีความหวังว่ารถอาจานจาต้องขึ้นมาสักที เลยคะยั้นคะยอให้เพื่อนชายของเราได้โทรหาอาจาน ซึ่งความหวังเราเริ่มริบหรี่เมื่อทราบว่าอาจารย์และรถพี่ประสิทธ์ยังไม่ได้ออกมาจากศูนย์ ฉะนั้น เราจึงต้องเดินกันต่อไป
1 ชั่งโมงผ่านไป เข้าสู่ชั่วโมงที่ 2 เด็กๆทั้งวิ่ง ทั้งกระโดดเล่นต้นไม้ข้างทางเลยทำให้พวกเราสนุกไปด้วยแต่มันไม่ได้ทำให้หายเหนื่อยเลยแม้แต่น้อย เพิ่งเห็นประโยชน์ของเด็กๆก็ตรงนี้ "เพ่นะซึสา มา ผมชั่วถือขอห้าย" "พี่พี่หนูดันก้นหั้ยนะ" "พี่อย่าเพ่อเหนื่อยกล้ายถือและ" โอ้ย! พวกเราบ่นกันใหญ่เด็กพวกนี้ไม่รู้จักเหนื่อยบ้างหรือไง และแล้วเราก็มาถึงนิคม มันคงเป็นครั้งแรกถึงได้เหนื่อยขนาดนี้ แต่พอขึ้นไปก็หายเหนื่อยเลย ที่สวยๆๆที่มีต้นไม้ ดอกไม้งามๆๆ และวิวภูเขา ธรรมชาติ อีกทั้งยังได้รู้ว่าที่แห่งนี้เคยเป็นตึกที่ประทับของสมเด็จย่า ด้วยเมื่อหลายปีก่อนทำให้เราค่อนข้างประทับใจ และทำให้อยากขึ้นมาเที่ยวที่นิคมนี้บ่อยๆ
ครั้งสุดท้ายที่มาที่นิคมจำได้ว่าก่อนที่จะกลับกทม. พวกเราและเพื่อนๆอีกหมู่บ้านที่มาฝึกที่แม่แตงได้มีโอกาสทานอาหารและนอนในบ้านพักบนนิคม บ้านพักซึ่งมีหน้าต่างหันออกไปทางที่สามารถมองเห็นภูเขา และหมู่บ้าน รูปที่ให้ดูจามีรูปนึงที่เป็นวิว นั่นถ่ายจากบนนิคม เรียกได้ว่านอนอย่างมีความสุขจริงๆๆตอนกลางคืนนี่เห็นดาวด้วย สวยมาก ถ้าตอนเช้ามืดนะจะเห็นทะเลหมอก แม้ว่าจะเป็นตอนหน้าร้อนก็ตาม
หลังจากการเดินทางไกลครั้งแรกผ่านไปเรามาถึงพร้อมเด็กๆกล่มที่บอกว่าจาไม่มา มาถึงก่อนเราอีกแหะ เค้าบอกว่ามาทางลัดเลยมาเร็วกว่า เชื่อเลย มาทางตรงมันก็มาเร็วกว่าอยู่ดี เหอออออ พอมาถึงเราก็นั้งชมวิวกันไม่นานนักรถอาจานก็มาถึง พวกเราเซ็งไปเลย ทำไมอาจานไม่มาเร็วกว่านี้หว่า^^ แต่ก็เอาเหอะยังไงก็มาถึงแล้ว พอเจอหน้าอาจานเท่านั้นแหละพวกเราทุกคนดีใจเลยวิ่งเข้าไปกอดอาจาน แอบเห็นมีอาหารติดมาด้วย ยิ่งดีใจเข้าไปอีก พี่ประสิทธฺบอกว่าวันนี้จาทอดปลาให้กิน ดีจัง อาจานก็ซื้อหมูทอด น้ำพริกมาฝาก เยอะมากเลย แถมยังมีจม.จากเพื่อนต่างหมู่บ้านฝากมาด้วย พวกเราคุยกันเรื่องปัญหาต่างๆที่เราเจอ เรียกว่าไม่มีความลับใดๆจากอาจานทั้งสิ้น
เราเล่าเรื่องต่างๆให้อาจานฟังเหมือนเด็กที่เพิ่งเจอของใหม่ และก็มักมีของเล่นที่เด็กๆเล่นกันมานำเสนอ การเสนอความคืบหน้าในการอยู่รอดของเราเป็นไปด้วยดีในครั้งแรก และครั้งต่อๆไปด้วย อาจานค่อนข้างที่จะสนุกไปกับพวกเราทุกครั้งที่เราเล่าเรื่องต่างๆให้ฟังเราก็สนุกไปด้วย และก็จะเป็นเช่นนี้ทุกครั้งที่เราเสนองาน ในครั้งหลังๆเรามักชวนอาจานลงไปเดินดูที่หมู้บ้านด้วยเพื่อดูกระเป๋าทำมือ เอ้ย! ทอมือ และก็ซื้อฝากอาจานด้วย บางครั้งที่เราไปเดินป่าก็มักเก็บกล้วยไม้ป่ามาฝากอาจารย์ และเก็บมาประดับบ้านเสมอๆ
เป็นเช่นนี้ทุกครั้งไป การเจออาจารย์ในครั้งต่อๆมาทำให้เราได้มีโอกาสไปดูความเป็นอยู่ของเพื่อนอีกหมู่บ้าน ซึ่งเป็นหมู่บ้านชาวม้ง และแน่นอนผู้คนก็มักจะแตกต่างกันไปด้วยแต่เรื่องแปลกตาและประหลาดสำหรับเรา แต่ทุกครั้งที่อาจานมาเยือนมันทำให้เรารู้สึกถึงความอบอุ่นที่ได้จากอาจาน เสมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน ซึ่งเป็นความรู้สึกที่ไม่อาจลืมเลย ก็ครอบครัวเราชาวสังเคราะห์ไง ... รักและคิดถึงเพื่อนและอาจานทุกคนมากเลยจ้า...
~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~
ถ้าพาดพิงถึงอาจานผู้มีพระคุณก็ขออภัยด้วยนะคะ
ป.ล. อยากบอกว่า
ยังนึกถึงตอนที่อาจานเอาน้ำพริกมาให้เสมอ
เพราะเหมือนช่วยให้พวกเราสามารถอยู่รอดได้อีก 1 อาทิตย์แหนะ
แฮะ...แฮะ October 01 บันทึกบทที่4 ความร่วมมือกับความประทับใจเอาหล่ะนานมาที่ไม่ได้มาอัพบล็อกอ่ะนะ
ช่วงที่ผ่านมาเหมือนเป็นวิกฤตของชีวิตอย่างหนึ่ง
การพรีเช้นต์งานอันหฤโหดผ่านไป ยังคงเหลือการสอบอีกอาทิตหน้า
ก็ขอขอบคุณเพื่อนๆ น้องๆที่มาติดตามนะคะ
ยังคงจะพยายามหาเวลามาอัพอีกนะ
+++++++++++++++++++++++++
ต่อมาเรามาเรามาเริ่มบันทึกของเรากันต่อนะ บันทึกบทนี้จะขอกล่าวถึงสิ่งดีดีที่เราได้รับและสิ่งดีดีที่เราได้ให้เขา การที่เราได้ไปฝึกงานไม่ว่าพวกเราจะถูกส่งไปที่ไหน ทุกคนมีจุดมุ่งหมายด้วยกันทั้งนั้น และจุดมุ่งหมายของเราทุกคนย่อมเหมือนกัน ก็คือ มุ่งที่จะให้พวกเขา ชุมชนเขา หมู่บ้านเขามีชีวิตที่ดีขึ้น และสิ่งที่เราได้รับกลับมาคือประสบการณ์ที่เราหาไม่ได้ในที่ที่เราอยู่
จากการสำรวจหมู่บ้านทั้งกลางวันกลางคืน และการได้เข้าพูดคุยกับ เด็กๆๆ อุ้ยตา อุ้ยยาย พ่อ แม่ พี่ น้อง ทำให้ได้รู้ว่าสิ่งที่ชาวบ้านจำป็นต้องทำเป็นประจำ คือการเข้า โบสถ์ ในตอน 1 ทุ่มเป็นต้นไป เพื่อร้องเพลง อย่างต่ำ 3 ครั้งใน 1อาทิตย์ พวกเราก็มีโอกาสได้ไป ขากลับมืดจนมองไม่เห็นเลย ตอนเดินชนกันได้เลย มีเพียงแสงจันทร์ที่ส่องมาทำให้เราเห็นเงาหัวของเพื่อนได้ลางๆๆ
บ้านของเราจะเป็นที่รวมของเด็กๆ และวัยรุ่น ทั้งเช้า กลางวัน เย็น จะมีคนเทียวไปเทียวมา เรียกได้ว่าหัวกระไดไม่แห้ง ทำให้เรารู้ว่าชาวบ้านมีปัญหาเรื่องการเดินทางในตอนกลางคืนมากๆๆ เพราะคืนหนึ่งมรน้องคนนึงเดินมาที่บ้าน พร้อมกับถุงก็อบแก๊บที่ผูกอยู่ที่เท้า "เพ่คับ ป๋มถูแมป่องต่อยมา ปวดม่าๆๆ" พร้อมโชว์เท้าที่ปวมแดงให้ดู จากการสืบควม จึงรู้ว่า น้องเค้จะไปบ้านญาติตอนกลางคืนที่ลึกเข้าไป ช่วงอากาศชื้นๆแมงป่องก็จะขึ่นมา แลเผลอไปเหยียบเข้า เลยโดนต่อยมานั่นแหละ
และจากการที่บ้านเรามีไฟที่ระเบียงทำให้ทุกๆคนชอบที่จะมานั่งเล่น ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ถนนหน้าบ้านเลยพลอยสว่างไสวไปด้วย พ่อแม่ของเด็กๆๆจึงชอบให้ลูกเค้ามาเล่นที่บ้าน คือเค้ามักจะปิดไฟกันเร็วทุกบ้าน มีบ้านเราที่เปิด เพราะคนมา เราก็ต้องต้อนรับไง จากปัญหาทำให้เรารู้ว่า เค้าต้องการไฟ โครงการนี้เป็นโครงการที่พวกเรานำเสนอ ติดไฟให้หมู่บ้าน ซึ่งความต้องการนี้มันมาจากพวกเขาเอง ความจริงแล้วทาง อบต.ได้ทำเรื่องขอไฟกิ่งมาแล้วแต่ไม่มีใครสนใจ ก็เลยต้องจัดการก้นเอง
พวกเราตกลงจะทำ โดยได้ปรึกษาผู้ใหญ่บ้าน อบต. เด็กเยาวชน แล้วก็ชาวบ้าน การประชุมถูกจัด เพื่อเสนอ และลงมติ การลงมติเป็นเองปรกติที่จะต้องมีความขัดแย้งเกิดขึ้นบ้าง การนำเสนองานทั้งหมดเป็นหน้าที่ของกลุ่มเยาวชน โดยมีพวกเราเป็นที่ปรึกษา มติเป็นเอกฉันท์ว่า ตกลงจะติดไฟกัน โดยเราพอที่จะแจกแจงจุดที่จะติดไฟ โดยให้ชาวบ้านยื่นความจำนงมา เพราะจะต้องมีเรื่องค่าใช้จ่ายเข้ามาเกี่ยว
การทำงานเริ่มขึ้นจากการขอสปอนเซอร์ ในช่วงงานเทศกาลสงกรานต์ การไปรดน้ำผู้ใหญ่ กำนัน ก็เป็นประโยชน์ หลายครั้งที่เราถูกไล่ออกมาจากร้านค้า และหลายครั้งที่เรายังพอมีของติดไม่ติดมือออกมา หลอดไฟ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็น บ้าง สตาร์ทเตอร์ บัลลาสบ้าง การเดินทางของเราเริ่มต้นจาก มอเตอร์ไซค์ 4-5 คัน จากบ้าน ลงมา แก่งปันเต๊า แม่แตง เขื่อนแม่งัด และสิ้นสุดที่ตลาดแม่มาลัย กลับไป และไปทางตอนเหนือ สู่อำเภอเชียงดาว
แดดร้อนผ่าวทำให้เราหน้าดำไปตามๆๆกับ ขากลับผนใกล้ตก และทราบว่าพายุกะลังจะเข้า อากาศเริ่มเย็นลง ฟ้าเริ่มมืด พวกเราจึงรีบกลับหมู่บ้านโดยเร็ว ฝนเริ่มตกตั้งแต่เรออกจากเชียงดาว มอร์ไซค์ 4-5 คันขับตามๆๆกัยไป ถึงแก่งปันเต้า เราก็พักเครื่องกัน กินส้มตำ ขนม และหลบฝน การเดินทางก็ไม่วายที่จะต้องมีการแอบหิ้วของกินกลับบ้าน ข้าวโพดฝักเล็กๆที่ขายตามข้างทาง ถือเป็นอาหารอย่างหนึ่งที่ทำให้หายเบื่อได้บ้าง
การเดินทางกลับบ้านก็จำต้องไปต่อเพราะมันเกือบ 5 โมงแล้ว ฟ้าเริ่มมืด และฝนที่ตกก็ทำท่าจะหนักขึ้น เราขับตามกันขึ้นไป ฝนก็ตกหนักขึ้นเรื่อยๆๆ อาการเย็นมากกก หนาวก็หนาว กล้องถ่ายรูป โทรศัพท์ทุกเครื่อง เอกสารต่างๆๆอยู่ในถุงพลาสติก ที่เราต้องดูแล ฟ้าเริ่มผ่า พวกเราไปอย่างช้าๆ เพื่อให้ถึงบ้าน ขณะขับรถอยู่นั้น "เปรี้ยง" เสียงฟ้าผ่าอย่างดัง ดังขึ้นใกล้ตัวเรา รถคันแรกที่มีเพื่อนหนุ่มคนหนึ่งซ้อนอยู่ก็ผ่าน กิ่งไม่กิ่งใหญ่จากเขาหล่นลงมา ตรงช่องว่างระหว่าง รถคันนั้นกับรถคันที่สอง ส่วนเรา คันสุดท้าย เบรคตัวโก่งเลย เพราะเห็นตั้งแต่มันกลิ้งลงมาแล้ว จากอากาศที่เย็น มือชา เท้าชาไปหมด เจอเรื่องแบบนนี้ยิ่งชาไปทั้งตัว แต่โชคดีที่ไม่มีใครบาดเจ็บ ทุกคนปากสั่นแข่งกันเป็นจังหวะ พอถึงบ้าน พวกเราต้องรีบอาบน้ำ ใส่เสื้ออุ่นๆๆ และทานยา ไฟดับนะคะ ทำให้เตาไฟทำกับข้าวของเรา เป็น ฮีทเตอร์อย่างดีที่ทำให้อุ่นในคืนนั้น
ติ่นเต้นมากแต่ก็ทำให้เราพอมีเงินและของมาช่วยทำไฟอ่ะ อ่อภาพที่นั่งอยู่กัน 3 คน นั่นแหละ มืดมากหนาวมาก คิดถึงบ้าน และคิดถึงเพื่อนมากๆๆ พอตอนติดไฟนะ เพื่อนหนุ่มเราต้องเสี่ยงชีวิตขึ้นไปเดินสายไฟอ่ะ ขอยกนิ้วให้กะความกล้าเลย พวกเราทุ่มเทมากจนเดินสายไฟเสร็จ วันที่เปิดไฟวันแรก ชาวบ้านเดินออกมาดูเต็มเลย เป็นว่าต่อไปทุกคนจะปลอดภัยจากการเดินทางแล้ว อีกอย้างถ้ายังมีชาวบ้านอยากมีไฟอีก เด็กๆๆวัยรุ่นสามารถที่จะดำเนินการต่อได้ เป็นโครงการที่เน้นให้เค้ามีส่วนร่วมอ่ะ แต่ก็ดีที่เห็นพ่อแม่เด็กๆๆเค้าสบายใจ อย่างน้อยก็ยังรู้ว่า ลูกเค้าจาไม่ถูกอาไรกัด ยามเดินกลับบ้านอ่ะ
September 17 บันทึกบทที่ 3 เพื่อนกับสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า "ป่า"ก่อนอื่นต้องขอขอบใจเพื่อนๆมากๆนะคะที่เข้ามาmentกัน
รู้สึกดีจริงๆ เอาไว้จะเข้ามาอัพบ่อยๆๆนะ
จะได้มีเรื่องหนุกๆๆ อ่านกัน ยาวหน่อยไม่ว่ากันนะ
ตอนนี้งานเยอะมากๆๆๆเลย
ใกล้สอบ แล้วววว ถ้าหายไปนานไม่ว่ากันนะ
ใครเก่ง stat ช่วยติดต่อเราด่วนนะ
ต้องการความช่วยเหลือ
~~~~~~~~~~~~
หลังจากที่พวกเรามีชื่อเล่นใหม่กันแล้ว เราเริ่มปรับตัวได้ 2 อาทิตย์ผ่านไปทุกคนเริ่มคิดถึงบ้าน โทรหาเพื่อนๆๆที่อยู่ กทม. ก็คิดถึงกันมากๆๆ แต่ส่วนใหญ่พวกเราเลือกที่จะติดต่อกันทางจดหมาย ถึงแม้จะอยู่จังหวัดเดียวกันก็เหอะ เพราะบางที่ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ จดหมายฉบับแรกที่ได้รับนั้นเป็นจมจากกทม.หล่ะ และก็จม.จากสะเมิง ป่าเกี๊ยะ ทยอยกันมา โทรหาเพื่อนที่ขอนแก่น พูดอิสานกันปร๋อ และก็บอกว่ากำลังวิ่งไล่จับกระปอมกันอยู่ 555 ทุกคนดีใจมากๆๆที่ได้รู้ข่าวว่าเพื่อนสบายดี
งานของเราคือต้องทำprojectเพื่อพัฒนาหมู่บ้าน ก่อนอื่นเราจะต้อง survey แล้วก็ทำ mapping เดินๆๆๆ เดินคับเดิน ขึ้นเขา ลงเขา ทางเข้าหมู่บ้าน เข้าบ้านนู้น ออกบ้านนี้ ไร่ชา ไร่กาแฟ โรงเรียน โบสถ์ สุสาน สวน ยันท้ายหมู่บ้าน การเดินทางทำให้รู้ว่า ขาวเขาที่นี่เวลาเค้าขับรถลงเขา เค้าจะใช้วิธีดับเครื่องรถมอร์เตอร์ไซค์ แล้วให้ไหลลงไป ใครเคยดูเรื่องแฟนฉันคงนึกออกและรู้ว่าการเดินลงเขาให้ไม่เหนื่อยคือต้องปล่อยตัวไปตามแรงโน้มถ่วงของโลก
วันหนึ่งหลังจากเที่ยวงานสงกรานต์ที่เชียงใหม่กับเพื่อนๆๆ ชาว มธและหลังจากที่เราได้สวมชุดประจำเผ่าเพื่อไปขอพรผู้ว่า นายอำเภอแล้วก็ได้ไปเที่วน้ำแตงกับครอบครัวลาวอือ สนุกมาก หนาวมาก พวกวันรุ่น ได้ออกปากชวนพวกเราไปเที่ยวป่า นอนป่า 2 วัน ซิ่งการไปเที่ยวครั้งนี้เป็นอะไรที่น่าตื่นตาตื่นใจมาก เพราะคงหาไม่ได้ใน กทม.อีกทั้งทำให้ได้รู้ว่า ความเป็นเพื่อนมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง
การเดินทางเริ่มขึ้นในตอนเช้าของวันวันหนึ่ง เราจะไปใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติ สิ่งที่ต้องเตรียมไปก็คือ ข้าว(ข้าวดอยจะเม็ดใหญ่และหวานมาก) เกลือ พริก น้ำ ถุงนอน หม้อแปลง ไฟฉาย ไฟแช็ค กล้องถ่ายรูป ปืนสำหรับหาอาหาร หมวก กางเกงขายาว และมีดพร้า ซึ่งจะมีประโยชน์มากๆๆๆๆๆ การเดินทางครั้งนี้เป็นการหนีเด็กๆๆได้ดี เพราะเด็กจะไม่ได้รับอนุญาตให้ไป เบาหูลงเยอะ แต่เด็กๆก็ยังเดินมาส่งเราถึงท้ายหมู่บ้าน
10 กว่าชัวิตออกเดินทาง ผ่านท้ายหมู่บ้าน ผ่านสวน เข้าสู่ที่ที่เค้าเรียกว่า "ป่า" ธรรมชาติของแท้ ไม่ใช่ป่าคอนกรีตเหมือนใน กทม. พวกเราเดิน 1 ชั่วโมงผ่านไป ทางราบก็ผ่านไป ผ่านสวนลิ้นจี่ก็เก็บไปกินด้วย และต้องขึ้นเขาหละทีนี้ ด้วยความที่ถือของหนัก เพื่อนหนุ่มของเราจึงเข้ามาช่วย เพื่อให้เรากับเพื่อนสาวอีกคนได้เดินได้เร็วขึ้น ทางเริ่มขั้น น้องๆๆจะเดินปิดหัวปิดท้าย เพื่อป้องกีนการหลงทาง 2...3...4....ชั่วโมงผ่านไป ทางเริ่มชันขึ้นเรื่อยๆๆ ขึ้นแล้วก็ลงเหมือนเหว มีทางเดินเล็กนิดเดียว และเดินได้ทีละคนเท่านั้น น้องน้องช่วยประคองบ้าง ดึงบ้าง ดันก้นบ้าง เดินไปเรื่อยๆๆๆ พวกเราเหนี่อยกันมากๆๆ จนขายกไม่ไหว เดินผ่านต้นไม้ที่ชาวบ้านมักจะตัดมาเป็นเชื้อเพลิง ก็เก็บไป เพื่อนหนุ่มเริ่มสนุกมากขึ้นเมื่อได้เห็นว่าการใช้ปืนยิงนกหรือกระรอกที่จะเอามาเป็นอาหารทำยังไง เราพักบนยอดเขาลูกหนึ่ง มองลงไปไม่เห็นหมู่บ้านแล้ว แต่กลับมองเห็นถนนเส้นแม่แตง-เชียงดาว และดอยหลวงเชียงดาว อากาศร้อน แต่ทุกคนก็ยังจะไปต่อ ความสวยงามของธรรมชาติทำให้ทุกคนหายเหนื่อย
อากาศเริ่มเย็นลง น้องๆๆบอกว่า ข้ามเขาลูกนี้ไปก็จะถึงแล้ว เป็นที่ที่สวยมาก เพราะมีน้ำตก น้ำตกที่เป็นธรรมชาติจริงๆๆ แล้วพวกเราจะพักตรงที่ที่มีน้ำผ่านนั่นด้วย ก่อนจะถึงเราต้องลงเขา เขาลูกนี้ชันมากๆๆ แต่ก็ยังพอมีต้นไม้ให้เกาะบ้าง น้องๆๆชาวดอยอีกนั่นแหละที่ช่วยเหลือ เพื่อนชายลงไปก่อน ไถลลงไปแบบเบรคไม่อยู่คับท่านผู้ชม เหมือนเล่นสกียังไง ยังงั้น ตาก็ต้องคอยมองต้นไม้เพื่อที่จะหลบไม่ให้ชนหรือเพื่อที่จะเกาะเพื่อพัก ส่วนเรากะเพื่อนหญิงอีกคนนั้น ไถลงไปครับท่าน ถดไปเรื่อยๆๆเพราะน่ากัวมากจริงๆ เพื่อที่จะต้องไปถึงก่อนใกล้มืด น้องชาวเขาจึงวิ่งมาให้เกาะแล้วก็ไถลลงไปเช่นกัน เล่นเอาล้มก้นกระแทกไปหลายที เหนี่อยแต่ก็สนุก
เรามาถึงที่พัก สวยจริงๆๆ เอาหล่ะต้องนอนกันที่นี่ แบ่งหน้าทีกัน เพื่อนชายออกไปกับน้องๆๆเพื่อที่จะไปหากระรอก เราและเพื่อนหญิงกับน้องชาวเขาอีก 3 คนอยู่ทำภาชนะหุงต้ม ซึ่งบุญชูเป็นคนทำ ใช้มีดพร้าตัดต้นไผ่มาทำเป็นแก้วน้ำ กระทะ หม้อ รวมทั้งทัพพี เห็นประโยชน์ของต้นไผ่ก็ตอนนี้แหละ จากนั้นเราก็ช้วยกันหาฟืน บุญชูเริ่มหุงข้าว เราและเพื่อนหญิงและน้องโอ๋เดินไปดูน้ำตก สวยจริงๆๆ ธรรมชาติมากๆๆ เสียดายมากที่หารูปไม่เจอเลยไม่ได้เอามาให้ดู จากนั้นเราก็ต้องทำที่นอน น้องโอ๋บอกว่าเราต้องหาใบตองมาทำเป็นที่นอน ก็ไปตัดมา น้องๆๆที่อยู่พยายามทำหลังคาจากไม้ไผ่และใบตองให้พวกเรานอน เพราะกลัวจะไม่สบาย สิงห์ทองไปจับกบมาได้หลายตัว ล้างมือล้างหน้า ฟ้าเริ่มมืด มืดจริงๆๆ มีเพืยงแสงไฟจากหม้อแปลง และกองไฟกองใหญ่ที่เราใช้ทำอาหาร รออยู่นานด้วยความเป็นห่วงเพื่อน สักพัก เพื่อนกลับมาพร้อมน้องๆๆ ได้กระรอกมา 3 ตัว กะกบอีก 10 ตัว พอช่วยได้ แต่ไม่คิดว่าจะต้องกินเล้ย...
แต่ก็ต้องกินเพราะเหนี่อยและหิว ข้าวดอยที่เอามาจะเม็ดใหญ่แล้วก็พอทำให้เราอิ่มได้ พออิ่มพวกเราเริ่มนั้งร้องเพลง พูดคุยกัน คุยไปเรื่อยๆๆ เพื่อนหนุ่มด้วยความอิ่มมากก็เอนตัว น้องสมชายตะโกนว่า "หยุเพ่อย่าขยะ มีงูอยู่ข้าหลา" ทุกคนตัวแข็งเลย นพ น้องคนหนึ่งรีบตะครุบจับงูแล้วเอามันไปปล่อยที่อื่น "มีอีกตัว" สักพักนพตะโกนขึ้นอีก พร้อมเอามีดพร้าสับไปที่งูเพราะกลัวว่ามันจะมาทำร้ายเรา บาปไม๊เนี่ยะ....น้องๆๆก็บอกถ้าเราไม่ทำมันก็จะมากัดเราได้อ่ะตอนนอน เพราะมันมืดมาก
ตกดึกหลังจากเรื่องระทึกผ่านไป เราเริ่มหาที่นอน โดโด้ น้องคนหนึ่งผูกเปลเอาไว้ที่ต้นไม้ ข้างๆลงไปเป็นทางชันที่จะลงไปแอ่งน้ำลึกประมาณ 2 เมตร น้องโอ๋กะลังนั่งเล่นเปลอยู่เราก็ไปคุยด้วย เพื่อนหนุ่มนั้งเล่นกองไฟเล็กๆๆอยู่เราก็นั่งคุย เห็นเค้าไกวเปลกันสนุก ก็เลยอยากนั่งบ้าง เสียงจิ้งหรีดร้อง หิ่งห้อยบินเต็มเลย สวยมาก เราก็เลยนั่งเปล แกว่งเล่น สนุกแฮะ สักพัก โครม.....เราตกลงไปที่เหวนั้นมึนไปเลย หัวไปกระแทกหิน อีกทั้งเป็นน้ำด้วยหัวก็เปียก มืดมาก หนาวก็หนาว
ตอนนั้นเวลาตี1กว่าๆๆได้ เงียบ มืด ได้ยินเสียงน้องๆๆตะโกน เสียงไรอ่ะ พี่ตั๊ก พี่ตั๊กหายไปไหน พอเรารู้สึกตัวลูดขึ้นมานั่ง มองไม่เห็นอะไรเลย น้องก็ตะโกนเรียน เราก็ตะโกน อยู่นี่อยู่นี่ ทุกคนตกใจมาก รีบมาพยุงเราถามว่าเป็นไรป่าว เราก็งง..งง เพื่อนหนุ่มก็ตกใจมากรีบวิ่งมาอุ้มขึ้นไปนั่ง ทุกคนมามุงเรา.. มุงทำไมไม่เป็นไรนี่...โอ้ยเจ็บหัว มือกะลังจะไปจับโอ้ย เลือดอ่ะ...ที่หน้าผากด้านบนมันชาชาไปเลย หัวแตกป่าวอ่ะ เพื่อนหนุ่ม 2 คนยืนยิ้ม "ไม่เป็นไรเว่ยยแผลเล็กนิดเดียว เล็กเซนเดียวเอง" พร้อมยกมือให้ดู พร้อมเอาเสื้อมาพันให้แล้วตะโกนว่า "เก็บของ..จะกลับแล้วเดี๋ยวตั๊กไม่สบาย กลัวจะเป็นไข้ป่า" ทุกคนตกลงจะกลับ แต่เรายังอยากอยู่ต่อเลย "เพื่อนหนุ่มบอกว่า "จะอยู่ได้ไงมึงต้องเย็บแผล อากาศเย็นด้วย กลับเหอะ" เอาวะกลับก็กลับ พอเราจะลุกเดิน ทุกคนบอกไม่ต้องลุก ทุกคนจะแบกที่ตั๊กขึ้นหลังแล้วจะกลับไปที่หมู่บ้าน....
หา...เหมือนเป็นภาระเลย ทางชันนะจะไหวหร๋อ น้องๆๆก็ผลัดกันแบกเราไปเรื่อยๆๆ ทุกคนไม่มีใครบ่นเลย เราเองเพลียมาก อยากจะหลับ น้องเค้าก็บอกว่า "อย่าหลับนะพี่คุยกับผมก่อน" เดินๆๆวิ่งๆๆ เราก็อยู่บนหลัง เราก็บอกว่าเดินไหวๆๆ ขอเดินบ้าง น้องๆๆก็ไม่ยอม เค้าก็เลยแบกเราไปเรื่อยๆๆ จากนั้นพวกเราเลยแบ่งกันเป็น 2 ชุดชุดหนึ่งแบกเราไปตรงถนนที่ใกล้ที่สุด อีกชุดหนึ่งกลับไปที่หมู่บ้านเพื่อที่จะหารถมารับไปโรงพยาบาล ตัวเราถูกแบกไปอีกทางหนึ่งที่กระท่อมเล็กๆๆตั้งอยู่ซึ่งเป็นที่นัดพบ น้องๆๆเหนี่อยมาก เพื่อนเราก็เหนี่อย น้ำก็หมด เพราะทุกคนเหนี่อย ดีที่ได้ลิ้นจี่ที่เก็บมาช่วยไว้ นั่งรอประมาณ 1 ชั่วโมง รถกระบะของน้องชายพ่อหลวงคนเก่าก็มาถึง รับเราไปโรงพยายาลแม่แตงพร้อมน้องๆๆทุกคน ไปถึงเราก็ถูกเย็บแผลเจ็บมาก เพื่อนหนุ่มทั้ง 2 และเพื่อนสาว มองด้วยความสงสาร เพราะทุกคนตัวเละไปหมดแล้วก็หนาวด้วย
ฟ้าเริ่มสว่าง ขากลับเร็วมากเลย ทำเอาอาหารที่เรารู้วกินในป่าย่อยหมดเรียบร้อย พอทำแผลเสร็จก็เลยไปหาอะไรกินที่ตลาดแม่มาลัย แล้วก็กลับขึ้นดอยแยกย้ายกันพักผ่อน ส่วนเราหลับด้วยอาการเหนี่อยเพลีย พร้อมเจ็บหัว
เช้ารุ่งขึ้นเพื่อนๆๆบอกให้เรานอนเยอะๆๆ อาหารการกินเพื่อนๆๆจะทำเอง เพื่อนสาวเอาผ้ามาเช็ดหน้า เช็ดผมให้ สำลึมัดข้าวต้มแปะอยู่ที่หัว เด็กๆๆมาเรียกห้ไปกินข้าวที่บ้าน พ่อแม่ของโดโด้มาที่บ้านทุกวันเพื่อดูอาการ เอาของมาให้กิน มีชาวบ้านมาเยื่ยม พอชาวบ้านเห็นเราเค้าก็จะขำกันทั้งหมู่บ้านเลย กลายเป็นเรื่องตลกไปซะงั้น ประสบการณ์ครั้งนี้เลยทำให้เรารู้ว่า ความเป็นเพื่อนมันอยู่ไม่ไกลตัวเราจริงๆ
ก็ต้องขอขอบคุณน้องๆๆทุกคนที่ทนเหนี่อยลำบาก แบกเราออกมา ขอบคุณเพื่อนที่รักของเราที่เป็นห่วงและคอยดูแลตลอด ขอบคุณน้องชายพ่อหลวงที่พาไปส่งโรงพยาบาล ขอบคุณพ่อกะคุณแม่น้องโด้ที่ให้ข้าวกินและคอยดูแลตลอด และก็ขอบคุณประสบการณ์ที่ทำให้เราได้รู้จักคำว่า "เพื่อน" ดีขึ้น
September 11 บันทีกบทที่2 ความทรงจำกับมิตรภาพบันทึกบทที่ 2
การดำเนินชีวิตในsummerนี้แตกต่างออกไปจากทุกๆsummerที่ผ่านมาวันหนึ่งบนสถานที่ที่แปลกออกไปจากที่ที่เคยอยู่
เช้าวันใหม่พวกเราต้องทำกับข้าวกินกันเองจากการเยี่ยมบ้านชาวมูเซอ เราพบว่าการทำกับข้าวด้วยเตาถ่านมันทำให้กับข้าวอร่อยมากขึ้นเป็น2เท่าจริงๆ พวกเราจึงมีความคิดที่จะหาฟืนจุดเตาก็เริ่มขึ้น
ก่อนอื่นขออธิบายก่อนว่าลักษณะครัวของชาวมูเซอ(ซึ่งเป็นห้องนอนของเรานั้น)จะมีที่จุดเตาอยู่ในบ้านเป็นลักษณะสี่เหลี่ยมสำหรับจุดเตาซึ่งเราวางทั้งเตาถ่านและเตาแก้สไว้ด้วยกัน
ตอนเช้าพวกเราผลัดเวรกันซื้อกับข้าว หมู่บ้านนี้ไม่มีตลาด แต่จะมีรถกับข้าวขึ้นมา ตอน 6 โมงเช้าในทุกๆๆวันซึ่งจะมี 1 คัน หรือ 2 คันในบางวันที่จะขึ้นมา ขอระบุว่า รถกับข้าวนี้เป็นแหล่งอาหารของคนทั้งหมู่บ้านซึ่งมีประมาณ 200-300 คนก็คิดดูเอาเองนะว่าจะเป็นไทยมุง เอ้ย! มูเซอมุงกันขนาดไหนวันไหนไปช้าแปลว่า ต้องกินของที่ไม่รู้จัก แล้วก็ไม่รู้จะทำยังไงกะมัน ฉะนั้นการซื้อกับข้าวจึงต้องมีการวางแผน
วันแรกของการใช้เตาถ่าน ฟืนไม้แห้งๆ ถ่าน 3-4 ก้อนไม่สามารถที่จะทำแกงจืดของเราสุกได้ การจุดฟื้นจำเป็นต้องมีเชื้อเพลิง คล้ายๆๆขี้ไต้แต่บนดอยนี้ชาวบ้านใช้เชื้อเพลิงที่หาได้จากป่าเป็นไม้ชนิดหนึ่งที่ติดไฟง่ายวันแรกพยายามมาก แต่เตาติดจากกระดาษที่รองไข่ทำให้ควันเยอะมาก เด็กๆๆนึกว่าไฟไหม้จึงวิ่งมาดู หลังจากนั้นเด็กมาบ้านเราเยอะขึ้นกว่าเดิมอีก
ความช่วยเหลือที่เราได้รับในตอนนั้น ก็ได้จากเด็กๆ ที่มานั่นแหละ
สมพล เด็กชายคนหนึ่งเดินเข้ามาหาเรา หลังจากที่เห็นพวกเราจุดเตาไม่สำเร็จในวันแรกเขาเดินมาพร้อมกับก้อนไม้เชื้อเพลิงก้อนใหญ่แล้วบอกว่า"พี่นะสึสาฮะ โผอาวนี่มะหั้ย พ่อโผไปอามาจาป่า มาชั่วติไฟดีฮะ เวลาช้าช้านิเดียนะฮะ เด๋วฟายลุ" เราดีใจมาก ความแปลกใจกะของสิ่งนี้มันเพิ่มขึ้นเพื่อนผู้ขี้สงสัยมักสงสัยว่ามันติดไฟได้ไงโถ่..ก็จุดไฟใส่ฟืน ใส่ถ่าน แค่นี้ก็สามารถทำอาหารได้แล้ว
จากนั้นแหล่งทรัพยากรอาหารก็เข้ามาที่บ้านเราเรื่อยๆๆ ฟักทอง พริก มะนาว ผลไม้จากป่า มะดอสี หรือ มะเดื่อป่าเด็กๆมักชวนเราไปเก็บมากินกันเสมอ
วันหนึ่งกลุ่มเด็กผู้ชายวิ่งมาที่บ้านในตอนสายพร้อมกับรังผึ้งป่าที่ไปรมควันเก็บมาเป็นน้ำผึ้งสด มีไข่อยู่ในรังด้วยเอามาพร้อมตะโกนเรียก "พี่นะสึสามานี่เรๆ เอาจามาด้วย" รังผึ้ง วางอยู่ตรงหน้าเรา 4 คนยืนงงกับอาหารสิ่งนี้ เด็กบอกว่า"พี่นะสึสา กินเลย" หา...พวกเราอ้าปากค้างจะไปกินได้ไง มันมีตัวอยู่ด้วย
"น่าแหละกิงด้าย อะหร่อมาก" พร้อมทำตาปริบๆๆ ชวนบอกให้ลอง
เอาวะ..เพื่อนชายคนหนึ่งพูดขึ้นพร้อมหยิบเข้าปากแล้วหลับตาปี๋ เปงไงบ้าง..เราและเด็กๆๆถามขึ้นอย่างรอคอยคำตอบ อืม...พูดไม่ถูกหว่ะมึงลองดิ
ทุกสายตาเขยิบมาที่เราเอาวะ..กินแล้วต้องพาไปเที่ยวนะ การวางเงื่อนไขเกิดขึ้นกินก็กิน
อ้ำ...กลิ่นแปลกๆๆ มันๆๆหวานๆๆ
ทุกคนพูดพร้อมกันอาหร่อยดีเหมือนกัน
เด็กๆๆบอกว่าอันนี้ดีกินแล้วมีโปรตีนสูง
เหออ...เหออ...
หลังจากการลองวันนั้นอาหารแปลกๆๆก็เข้ามาเรื่อยๆๆปิดเทอมของเด็กๆๆปีนี้คงมีความหมายกับพวกเขามาก
วันหนึ่ง สมชาย ชัยธวัช จะนะ เด็กชาย 3 คนวิ่งมาที่บ้านหน้าที่เปรอะดิน มือที่เขรอะดิน วิ่งมาพร้อมสิ่งที่อยู่ในมือ ไข่นกเล็กๆๆ 3ฟอง ปากร้องตะโกนว่า "พี่นะสึสาต้มน้ำ" ด้วยความอยากรู้ว่าเด็กจะทำไร เพื่อนหนุ่มวิ่งไปต้มน้ำอย่างว่าง่ายไข่ 3 ฟองถูกต้ม ในน้ำ
ด้วยความที่เป็นเรื่องของเด็กผู้ชายและรู้ว่าจะต้องมีอะไรแปลกๆๆเราเลยหันไปทำอย่างอื่น สักพัก "สุแล้ว พี่นะสึสา เอาขึ้นเลย"เพื่อนหนุ่มตะโกน อาไรวะนี่ ไข่ถูกกระเทาะออกมาเป็นตัวเลยครับพี่....เด็กๆๆร้องว่า.."อ่าว โอะกีเลย" ทำเอาเพื่อนหนุ่มกลุ้มใจไปหลายวันกับการทำบาปครั้งนี้
หลังจากวันนั้นอาหารแปลกๆๆก็ทะยอยกันเข้ามาที่บ้านของเรา อาหารเหล่านี้เป็นสิ่งที่พวกเขาคิดว่าอร่อย
แมลงสารพัดชนิด กระรอกป่า แมงเม่า ฯลฯ เอาเหอะเพื่อมิตรและประสบการณ์ลองสักหน่อย..ครั้งหนึ่งในชีวิต เป็นการปลอบใจตัวเอง
การลองครั้งนี้มันเป็นประสบการณ์ที่ดีจริงๆๆและเป็นประสบการณ์ที่ยากจะลืมด้วย
ป.ล. หลังจากที่เด็กมาเรามีชื่อเล่นใหม่กันทุกคน
"แบงค์" กลายเป็น "แบ้น"
"ปูน" กลายเป็น "ปู"
"เฟิร์น" กลายเป็น "เฟอ"
"ตั๊ก" กลายเป็น "ต้ะ" WhAt Is YoUr ChOiCe?? |
There are no categories in use.
|
|||
|
|